
FTSE Russell ESG Scores คือกรอบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกใช้ประเมินผลการดำเนินงาน ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมมือกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) สร้างกรอบการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุน วัตถุประสงค์ของกรอบการทำงานนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนักลงทุนจะสามารถนำปัจจัยด้านความยั่งยืนในด้านต่างๆเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน
การให้คะแนน FTSE Russell ESG Scores จะประเมินบริษัทต่างๆ ใน 14 ประเด็น ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยตัวบ่งชี้รายบุคคลมากกว่า 300 ตัวชี้วัด โดยแบ่งเป็น (1) ตัวชี้วัดทั่วไป และ (2) ตัวชี้วัดตามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งจะได้รับการประเมินโดยเฉลี่ยประมาณ 125 ตัวชี้วัด โดย FTSE Russell ให้ความสำคัญกับคำถามทั่วไปประมาณ 56% และให้ความสำคัญกับคำถามที่เจาะลึกเข้าไปในภาคส่วนและที่ตั้งของประเทศมากกว่า 44%
มุ่งเป้าที่ประเด็น 3 เสาหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล
เสาหลักสิ่งแวดล้อมจะตรวจสอบวิธีที่บริษัทต่างๆ จัดการผลกระทบที่มีต่อทรพยากรธรรมชาติ โดยเน้นที่กลยุทธ์การจัดการต่อเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการน้ำ ความพยายามในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบควบคุมมลพิษ บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินตามนโยบาย แผนงาน เป้าหมาย และประสิทธิภาพที่แท้จริงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เสาหลักสังคมจะประเมินว่าบริษัทต่างๆ สื่อสารกับพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชนอย่างไร ซึ่งรวมถึงมาตรฐานแรงงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน นโยบายสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของชุมชน สวัสดิการด้านสุขภาพ ความปลอดภัยของพนักงานและแนวทางปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อลูกค้าและคู่ค้าไปจนถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการปกป้องข้อมูลต่างๆ
เสาหลักการกำกับดูแล จะตรวจสอบโครงสร้างและกระบวนการของบริษัทเพื่อรับรองว่ามีการกำกับดูแลที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โดยมุ่งเป้าที่องค์ประกอบ โครงสร้าง สัดส่วนและประสิทธิภาพของคณะกรรมการ ประเมินมาตรการต่อต้านการทุจริต ความโปร่งใสทางภาษี และกรอบการจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุม
บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินทั้งในแง่ของความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ซึ่งกำหนดตามอุตสาหกรรมและการที่ตั้งทางภูมิศาสตร์) รวมถึงศักยภาพและประสิทธิภาพการตอบสนองต่อความเสี่ยงเหล่านี้ของฝ่ายบริหาร การประเมินดังกล่าวจะต้องมีความสมดุลในการจัดการรับมือปัญหาที่เกิดจากความเสี่ยงร่วมกับการวางแผนบริหารจัดการต้นทุนและการคาดการผลกระทบ ตัวอย่างเช่น บริษัทน้ำมันอาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูงแต่ก็สามารถทำคะแนนได้ดีหากสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ระบบการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการประเมิน FTSE Russell มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ดังนี้
การมุ่งเน้นทางภูมิศาสตร์ SET ESG Ratingได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย ในขณะที่ FTSE Russell ใช้มาตรฐานระดับโลกที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับสากล ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีนักลงทุนต่างประเทศหรือมีความต้องการที่จะขยายตัวไปทั่วโลก
ในส่วนของวิธีการยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย SET ESG Ratingได้รับการปรับให้เหมาะกับบริบททางธุรกิจของไทย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในท้องถิ่นและสภาวะตลาด ส่วน FTSE Russell ใช้ระเบียบวิธีระดับโลกมาตรฐานที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบข้ามพรมแดนและข้ามอุตสาหกรรมได้ ทำให้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศ
กระบวนการประเมินนั้นแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไป SET ESG Rating จะดำเนินการประเมินประจำปีโดยอิงจากการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell ใช้การประเมินอย่างต่อเนื่องโดยดูจากพัฒนาการในการบรรลุเป้าหมายที่บริษัทแจ้งไว้ โดยนำแหล่งข้อมูลที่หลากหลายกว่ามาใช้นอกเหนือจากรายงานของบริษัท วิธีนี้ทำให้สามารถดูผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทได้อย่างครอบคลุมและมีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น
ที่มาของข้อมูลถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้ว่า SET ESG Rating จะพึ่งพาข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell มีแหล่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย เช่น ข้อมูลจากบุคคลที่สาม การวิเคราะห์ข่าว และรายงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวทางการใช้แหล่งข้อมูลหลายแหล่งนี้ช่วยยืนยันการอ้างสิทธิ์ของบริษัทและให้การประเมินที่เป็นกลางมากขึ้น
สาระสำคัญของการรายงานตามหัวข้อมีความแตกต่างกัน SET ESG Rating มุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบในไทยโดยเฉพาะ ส่วน FTSE Russell มีการรายงานประเด็น ESG ทั่วโลกอย่างครอบคลุม ซึ่งอาจรวมถึงความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยแต่มีความสำคัญต่อนักลงทุนต่างประเทศ
และสุดท้าย ความแตกต่างในการให้คะแนน SET ESG Rating ใช้ระบบการให้คะแนนแบบดาว (1-5 ดาว) ในขณะที่ FTSE Russell ใช้การให้คะแนนแบบตัวเลข ตั้งแต่ 0.0 ถึง 5.0 โดยคะแนน 0.0 หมายถึงไม่มีข้อมูลการประเมิน และคะแนน 5.0 หมายถึงดีที่สุด แนวทางของ FTSE Russell ช่วยให้สามารถแยกแยะบริษัทต่างๆ ได้อย่างละเอียดมากขึ้น และติดตามการปรับปรุงเพิ่มเติมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความแตกต่างที่สำคัญคือ ในขณะที่ SET ESG Rating ให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทย ส่วน FTSE Russell นำเสนอเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับนานาชาติและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น
บริษัทที่ได้รับคะแนนสูงใน FTSE Russell ESG Scores สามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนในปัจจุบัน เช่น
บริษัทการลงทุนระดับโลกที่บริหารสินทรัพย์มูลค่าสูง ใช้การจัดอันดับ FTSE Russell พื่อคัดกรองการลงทุนที่มีศักยภาพ บริษัทที่มีคะแนนสูงจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงกองทุนการลงทุนที่เน้นแนวทางของ ESG ซึ่งได้รับความสนใจและมีเงินทุนไหลเวียนสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การได้คะแนนสูงช่วยให้บริษัทเข้าถึงโอกาสแหล่งทุนที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน เช่น พันธบัตรสีเขียวและเงินกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสเติบโตให้ธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ยังดึงดูดนักลงทุนสถาบันระยะยาวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในฐานะตัวแทนของความมีคุณภาพการจัดการและความยืดหยุ่นของธุรกิจในอนาคต
การมีแผนงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขัน เนื่องจากบริษัทที่มีการจัดอันดับ FTSE Russell สูงจะได้รับชื่อเสียงที่ดีขึ้นในหมู่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลให้มูลค่าแบรนด์และความภักดีของลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ตัดสินใจซื้อมากขึ้นโดยอิงตามเกณฑ์ความยั่งยืน ข้อได้เปรียบด้านชื่อเสียงนี้จะขยายไปถึงการมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งขึ้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำงานที่เกี่ยวกับองค์กรที่มีการนำข้อกำหนด ESG เข้ามาพิจารณาเพิ่มมากขึ้น
กรอบการทำงานสนับสนุนแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่นำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่บรรเทาความเสี่ยง อาจทำเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อกิจการเช่น การต้องหยุดชะงัก การฟ้องร้อง หรือการเสียค่าปรับ บริษัทต่างๆ มักประสบกับรายจ่ายที่ไม่คาดคิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว หากยังมีการจัดการแบบเดิมมากกว่าการวางแผนจัดการความเสี่ยงในรูปแบบที่ไม่คาดคิดร่วมกับการศึกษาข้อกำหนดใหม่ๆ แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนจำนวนมากในปัจจุบันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงาน น้ำ หรือวัสดุ ซึ่ง บริษัทที่มีผลงานด้าน ESG ที่ดีจึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะถูกปรับหรือกิจการหยุดชะงักจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนต่างๆ เช่นภาษีคาร์บอน หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนสูงโดยปกติอยู่แล้ว
ได้รับการยอมรับในระดับโลกและความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
คะแนน FTSE Russell ที่สูงทำให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนซึ่งขยายออกไปนอกประเทศ ซึ่งนักลงทุนเปรียบเทียบคะแนนกับบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกได้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับพันธมิตรและลูกค้าข้ามชาติที่คัดกรองความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของตนมากขึ้น บริษัทที่มีผลงานที่ดียังพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนานโยบายในอนาคต ประโยชน์จากชื่อเสียงยังส่งผลดีต่อการกำกับกิจการภายในด้วยเช่นกัน โดยช่วยเพิ่มการดึงดูดและรักษาพนักงานและบุคลากรที่มีความสามารถในตลาดบุคลากรที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมายมักได้เปรียบกว่าในตลาดปัจจุบัน
สำหรับผู้นำองค์กรไทยที่ต้องการปรับปรุงแผนงานด้านความยั่งยืนผ่านการประเมิน FTSE Russell ปัจจุบันมีแนวทางเชิงกลยุทธ์หลากหลายที่สามารถให้ผลลัพธ์อย่างเป็นที่น่าพอใจได้
เริ่มจากการวิเคราะห์ช่องว่างและการพัฒนากลยุทธ์ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ บริษัทต่างๆ ควรเปรียบเทียบแผนงานด้านยั่งยืนขององค์กรที่ทำอยู่ในปัจจุบันกับตัวชี้วัดของ FTSE Russell อย่างครอบคลุม เพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งการประเมินนี้จะช่วยระบุหัวข้อที่ควรปรับปรุง มักเป็นหัวข้อที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทเมื่ออ้างอิงจากแบบประเมิน จากนั้นจึงกำหนดแนวทางแก้ไขและนโยบายการลดผลกระทบ ด้วยความเข้าใจนี้ องค์กรต่างๆ สามารถพัฒนากลยุทธ์ ESG ที่ครอบคลุมพร้อมเป้าหมาย กำหนดเวลา และมาตรการความรับผิดชอบที่ชัดเจนซึ่งสอดคล้องกับทั้งวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและเกณฑ์ของ FTSE Russell
การปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลมักจะส่งผลให้คะแนนดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลระดับคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรายงานที่ชัดเจน รวมถึงการที่ผู้บริหารองค์กรมีความโปร่งใสในการบริหารงาน บริษัทควรสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านบทบาทที่มอบหมายให้ผู้บริหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนที่ได้รับ หน้าที่สำคัญของฝ่ายบริหารคือการบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนและแนวทางด้น ESG เข้ากับกรอบการจัดการความเสี่ยงเพื่อช่วยระบุปัญหาที่มีโอกาสเกิดก่อนจะกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของบริษัท และแสดงแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพให้กับนักลงทุน
ระบบการจัดการและการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น บริษัทชั้นนำมักใช้ระบบเฉพาะทางมาใช้รวบรวม ตรวจสอบ และรายงานข้อมูล ESG เพราะข้อมูลการจัดการเหล่านี้หมายถึงเงินทุกบาทของบริษัท แนวทางเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น GRI, SASB และ TCFD ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนและวิธีการจัดอันดับ ความโปร่งใสในการรายงานจะช่วยสร้างความสำเร็จและความน่าเชื่อถือต่อผู้ให้คะแนนรวมถึงนักลงทุน ซึ่งตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืนไม่ใช่แค่หมุดหมายระยะสั้นแต่เป็นการเดินทางระยะไกลไปด้วยกัน
การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ บริษัทควรมีส่วนร่วมกับนักลงทุนเป็นประจำเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังและลำดับความสำคัญด้าน ESG ที่เปลี่ยนแปลงไป การร่วมมือกันในอุตสาหกรรมเพื่อหาแนวทางการจัดการกับความท้าทายด้านความยั่งยืนจะทำให้อุตสาหกรรมเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวทางและการดำเนินการด้านความยั่งยืนจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมร่วมกันได้ชัดและทำให้การแนวทางปฏิบัติภายในเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรอบ FTSE Russell ESG Scores ไม่เพียงแต่เป็นแค่ระบบการให้คะแนนเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย สำหรับผู้นำองค์กรในประเทศไทย การทำความเข้าใจและนำกรอบนี้ไปปฏิบัติสามารถผลักดันการสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันก็ตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกได้
บริษัทต่างๆ สามารถเปลี่ยนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเข้าถึงโอกาสด้านทุนใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็สร้างความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจในอนาคตได้ ในยุคที่แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนกำหนดผู้นำตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ การได้รับคะแนน FTSE Russell ที่สูงจะทำหน้าที่เป็นทั้งการยืนยันความเป็นเลิศในปัจจุบันและรากฐานสำหรับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในวันที่กระแสทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเช่นนี้