เตรียมข้อมูลรายงาน ESG ครึ่งปีหลัง ทำไมองค์กรไม่ควรรอถึงปลายปี

เหลือเวลาอีกครึ่งปี ถึงเวลาต้องเตรียมข้อมูลรายงาน ESG แล้วหรือยัง

ช่วงกลางปีมักเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรเพิ่งได้หายใจหายคอจากฤดูกาลจัดทำรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืน เพราะหลายบริษัทเพิ่งปิดเล่ม ส่งข้อมูล และเผยแพร่รายงานกันไปในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาไม่นานนัก

แต่สำหรับทีมที่รับผิดชอบด้าน ESG หรือ Sustainability Report คำถามสำคัญคือ เราควรรอให้ถึงปลายปีแล้วค่อยเริ่มรวบรวมข้อมูลอีกครั้งหรือไม่

คำตอบคือ ไม่ควรรอค่ะ

เพราะการจัดทำรายงาน ESG ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนขององค์กรมาเล่าให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ต้องมีความเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ ความเสี่ยง ผลการดำเนินงานทางธุรกิจ และข้อมูลทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้ทิศทางของ IFRS Sustainability Disclosure Standards ซึ่งประกอบด้วย IFRS S1 และ IFRS S2 ที่พัฒนาโดย International Sustainability Standards Board หรือ ISSB

โดย IFRS S1 กำหนดให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือต้นทุนเงินทุนของกิจการในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ขณะที่ IFRS S2 มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมทั้ง การกำกับดูแล, กลยุทธ์, การบริหารความเสี่ยงรวมถึงการตั้งเป้าหมายและการวัดผล

สำหรับประเทศไทย ก.ล.ต. ได้สื่อสารทิศทางการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามมาตรฐาน ISSB โดยระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศก่อน หรือ climate-first reporting พร้อมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 รวมถึงการทวนสอบข้อมูลอย่างมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมครึ่งปีหลังจึงไม่ใช่เวลาที่เร็วเกินไปสำหรับการเริ่มเตรียมข้อมูล ESG แต่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการวางระบบ ก่อนที่ฤดูกาลปั่นรายงานจะกลับมาอีกครั้ง

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อเริ่มทำรายงาน ESG ปลายปี

หลายองค์กรอาจคุ้นเคยกับสถานการณ์เดิม ๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงจัดทำรายงาน เช่น ข้อมูล ESG ยังไม่ครบ แหล่งที่มาของข้อมูลไม่ชัดเจน หลักฐานประกอบไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่เปิดเผย หรือข้อมูลจากบริษัทย่อย ซัพพลายเออร์ และหน่วยงานภายในถูกส่งมาในรูปแบบที่แตกต่างกันจนต้องใช้เวลาจำนวนมากไปกับการจัดระเบียบ ตรวจสอบ และเทียบข้อมูล

ปัญหาเหล่านี้อาจเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำรายงาน แต่ภายใต้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มข้นขึ้น ข้อมูลที่ พอใช้ได้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะรายงาน ESG ที่ดีในปัจจุบันต้องตอบได้ว่าข้อมูลนี้มาจากที่ใด ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใช้วิธีคำนวณอย่างไร มีหลักฐานรองรับหรือไม่ เชื่อมโยงกับความเสี่ยงและโอกาสขององค์กรอย่างไร และต้องตรวจสอบข้อมูลกลับไปกลับมาได้

ครึ่งปีหลังควรเริ่มเตรียมอะไรบ้าง

สิ่งแรกที่องค์กรควรเริ่มทำคือการทบทวนข้อมูล ESG ที่ต้องใช้สำหรับรายงานปีนี้ โดยพิจารณาทั้งข้อมูลที่เคยเปิดเผยในปีก่อน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานรายงานที่องค์กรใช้อยู่ และข้อมูลใหม่ที่อาจต้องเตรียมเพิ่มเติมตามทิศทางของ ISSB, IFRS S1 และ IFRS S2

จากนั้นควรกำหนดเจ้าภาพของแต่ละข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล ทรัพยากรบุคคล ห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยง การเงิน และการดำเนินงาน อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด และใครคือผู้รับผิดชอบหลักในการจัดเก็บ ตรวจสอบ และยืนยันข้อมูล

องค์กรควรจัดทำ ESG data collection plan หรือ data calendar สำหรับแต่ละหน่วยงาน เพื่อกำหนดรอบเวลา รูปแบบข้อมูล วิธีการจัดเก็บ และหลักฐานประกอบที่ต้องใช้ตั้งแต่ต้นทาง วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาข้อมูลมาคนละรูปแบบ และทำให้ทีม Sustainability ไม่ต้องใช้เวลาปลายปีไปกับการไล่แก้ข้อมูลทีละจุด

อีกเรื่องที่ควรเริ่มทันทีคือการตรวจสอบหลักฐานประกอบการเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขสำคัญ เช่น การใช้พลังงาน การใช้น้ำ ของเสีย อุบัติเหตุจากการทำงาน การฝึกอบรมพนักงาน การร้องเรียน สิทธิมนุษยชน การประเมินคู่ค้า และข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับข้อมูลด้าน climate องค์กรควรเตรียมข้อมูล Scope 1 และ Scope 2 ให้มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งในด้านขอบเขตองค์กร วิธีคำนวณ emission factors เอกสารประกอบ และกระบวนการทวนสอบ ขณะเดียวกันควรเริ่มวางระบบสำหรับ Scope 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าและข้อมูลจากซัพพลายเออร์ เพราะเป็นข้อมูลที่ต้องใช้เวลาในการขอ รวบรวม ตรวจสอบ และทำความเข้าใจร่วมกัน

ท้ายที่สุด การทำ internal review ควรเกิดขึ้นก่อนปลายปี ไม่ใช่หลังจากรายงานใกล้ปิดเล่มแล้ว โดยควรเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่าย Sustainability, Finance, Risk, Operation, Procurement, HR, Investor Relations และผู้บริหาร เพื่อให้ข้อมูล ESG ไม่ใช่เพียงข้อมูลสำหรับรายงาน แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนการบริหารจัดการขององค์กรจริง

รายงาน ESG ไม่ควรเป็นงานของฝ่าย Sustainability เพียงฝ่ายเดียว

หัวใจสำคัญของการจัดทำรายงาน ESG ในยุคใหม่คือการเปลี่ยนจากงานทำเล่ม ไปสู่การมีระบบข้อมูลขององค์กร

เพราะข้อมูลด้านความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตั้งแต่กลยุทธ์องค์กร ความเสี่ยง ต้นทุน การจัดซื้อ การใช้ทรัพยากร การดูแลพนักงาน การบริหารคู่ค้า การกำกับดูแลกิจการ ไปจนถึงผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

IFRS Sustainability Disclosure Standards ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและผู้ใช้รายงานทางการเงิน โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่ช่วยให้เห็นว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนมีผลต่อแนวโน้มของกิจการอย่างไร ดังนั้น องค์กรที่ต้องการยกระดับรายงาน ESG จึงควรเริ่มจากการยกระดับระบบข้อมูลภายใน ไม่ใช่รอให้ถึงช่วงจัดทำรายงานแล้วค่อยเริ่มรวบรวมข้อมูล

รายงานที่ดีไม่ใช่รายงานที่สวยที่สุด แต่ต้องน่าเชื่อถือที่สุด

ในยุคที่มาตรฐาน ESG เข้มข้นขึ้น รายงานที่ดีไม่ใช่รายงานที่มีดีไซน์สวยที่สุด หรือมีจำนวนหน้ามากที่สุด แต่คือรายงานที่มีข้อมูลรองรับ ชี้แหล่งที่มาได้ ตรวจสอบย้อนหลังได้ และสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรกำลังขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นระบบจริง

หากองค์กรเริ่มเตรียมข้อมูลตั้งแต่ครึ่งปีหลัง สิ่งที่จะได้ไม่ใช่เพียงรายงานที่เสร็จทันเวลา แต่คือกระบวนการทำงานที่เป็นระบบขึ้น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ดีขึ้น และข้อมูล ESG ที่พร้อมต่อการรายงาน การประเมิน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าองค์กรของคุณพร้อมต่อการจัดทำรายงาน ESG ในปีนี้มากน้อยเพียงใด สามารถเริ่มต้นเช็กความพร้อมด้าน ESG ได้ที่
https://preconsultancybkk.com/en/self-assessment/

เพราะการเตรียมรายงาน ESG ที่ดี ไม่ควรเริ่มต้นในวันที่ทุกอย่างเร่งด่วนที่สุด แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรยังมีเวลาพอที่จะวางระบบข้อมูลให้ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ

แหล่งอ้างอิง

  1. IFRS Foundation, IFRS S1 General Requirements for Disclosure of Sustainability-related Financial Information. https://www.ifrs.org/?utm_term=&utm_campaign=ifrs_usa_pmax&utm_source=adwords&utm_medium=ppc&hsa_acc=4381683058&hsa_cam=23424327244&hsa_grp=&hsa_ad=&hsa_src=x&hsa_tgt=&hsa_kw=&hsa_mt=&hsa_net=adwords&hsa_ver=3&gad_source=1&gad_campaignid=23414875437&gbraid=0AAAAA9xBoKIak5ZypTP7xr3QKFrHnJVSA&gclid=CjwKCAjwmJjSBhB-EiwAkZgxi4KHDXpFujI4GntDwKFX_foMgx7c8jvraU-5hr_sofkfZDppwyU6ehoCbBcQAvD_BwE
  2. IFRS Foundation, IFRS S2 Climate-related Disclosures. https://www.ifrs.org/issued-standards/ifrs-sustainability-standards-navigator/ifrs-s2-climate-related-disclosures/
  3. IFRS Foundation, Introduction to the ISSB and IFRS Sustainability Disclosure Standards. https://www.ifrs.org/news-and-events/news/2020/05/sustainability-reporting-and-its-relevance-to-the-ifrs-foundation/?utm_term=&utm_campaign=ifrs_usa_pmax&utm_source=adwords&utm_medium=ppc&hsa_acc=4381683058&hsa_cam=23424327244&hsa_grp=&hsa_ad=&hsa_src=x&hsa_tgt=&hsa_kw=&hsa_mt=&hsa_net=adwords&hsa_ver=3&gad_source=1&gad_campaignid=23414875437&gbraid=0AAAAA9xBoKIak5ZypTP7xr3QKFrHnJVSA&gclid=CjwKCAjwmJjSBhB-EiwAkZgxiyqkvisai_hHcz-7iNUJK6pWcbskg0Afj2idm8o6U-0dkrTEydFd1hoC_CoQAvD_BwE
  4. ทำความรู้จัก ‘ISSB Standards’ ทิศทางใหม่ในการเปิดเผย ‘ข้อมูลความยั่งยืน’ ที่ประเทศไทยเตรียมนำมาใช้ในปี 2026 ​นำร่อง​กลุ่ม ‘SET50’ ก่อนบังคับใช้ทั้งหมดในปี 2030 https://www.sdthailand.com/2025/10/issb-standards-new-era-of-sustainability-report/

รายงาน ESG ให้คะแนนดี ควรเปิดเผยผ่านกี่ช่องทาง

ข้อมูลชุดเดียวกัน เปิดเผยต่างที่กัน เตรียมตัวอย่างไร

หลายองค์กรใช้เวลาทั้งปีในการพัฒนานโยบาย ESG เก็บข้อมูลผลการดำเนินงาน และจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างละเอียด แต่เมื่อผลการประเมิน ESG จากหน่วยงานภายนอกประกาศออกมา กลับพบว่าคะแนนที่ได้รับยังไม่สะท้อนสิ่งที่องค์กรดำเนินการจริง จึงเกิดคำถามที่เราได้รับอยู่เสมอว่า การมีรายงาน ESG เพียงเล่มเดียวเพียงพอแล้วหรือยัง หรือหากต้องการให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ในการประเมิน ควรเปิดเผยผ่านกี่ช่องทาง

คำตอบคือ FTSE Russell ไม่ได้กำหนดว่าบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลผ่านจำนวนกี่ช่องทาง แต่ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ (Public Disclosure) หมายความว่า ข้อมูลต้องเข้าถึงได้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีความสอดคล้องกันในทุกช่องทางที่องค์กรเปิดเผย ดังนั้น สิ่งที่ช่วยให้คะแนนสะท้อนผลการดำเนินงานขององค์กรจึงไม่ใช่จำนวนรายงาน แต่คือการนำข้อมูลชุดเดียวกันไปเปิดเผยให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานของแต่ละช่องทาง

ในทางปฏิบัติ สหรับบริษัทจดทะเบียนไทย ข้อมูล ESG ควรถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับ 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

  1. 56-1 One Report
  2. Sustainability หรือ ESG Report
  3. ESG Data Platform
  4. ESG Website

ซึ่งแม้จะใช้ข้อมูลพื้นฐานชุดเดียวกัน แต่แต่ละช่องทางมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

ข้อมูล ESG หนึ่งชุดต้องพร้อมสำหรับการเปิดเผย 4 ช่องทาง

ในปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนไทยควรเตรียมข้อมูล ESG ให้พร้อมสำหรับการเปิดเผยผ่าน 4 ช่องทางหลัก ซึ่งแม้จะใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่แต่ละช่องทางมีวัตถุประสงค์และกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน จจุบันข้อมูล ESG สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย ควรได้รับการเตรียมให้พร้อมสำหรับเปิดเผยผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

แบบฟอร์ม 56-1 One Report

ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำตามข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเปิดเผยข้อมูลด้านธุรกิจ การเงิน การกำกับดูแลกิจการ ความเสี่ยง และข้อมูลด้านความยั่งยืนในภาพรวม โดยเชื่อมโยงประเด็น ESG เข้ากับกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพขององค์กรได้อย่างครบถ้วน

ESG Report, Sustainability Report (SD Report)

ซึ่งทำหน้าที่อธิบายผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างละเอียด หรือในประเด็นที่องค์กรต้องการจะเน้นย้ำเป็นพิเศษทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) รายงานฉบับนี้มักนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เช่น เป้าหมายระยะยาว ตัวชี้วัดสำคัญ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ตลอดจนกรณีศึกษาที่สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานด้าน ESG

ESG Data Platform

คือระบบกลางหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดเก็บ รวบรวม ประมวลผล และรายงานข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรเพื่อรองรับการประเมินจาก 3 กลุ่มผู้ประเมินหลัก (1)หน่วยงานกำกับดูแลภาคบังคับ เช่น กลต.,SET (2) สถาบันประเมินผลระดับโลก เช่น FTSE Russell, GRI, SASB, ISSB และ TCFD (3) กลุ่มผู้ประเมินอิสระและผู้ใช้ข้อมูลทุน เช่น สถาบันไทยพัฒน์, IOD, CGR, บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) และนักลงทุน

ESG Website

เว็บไซต์ด้านความยั่งยืนขององค์กรไม่ควรเป็นเพียงหน้าที่รวบรวมไฟล์ PDF ของรายงานเท่านั้น แต่ควรได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางข้อมูล (ESG Information Hub) ที่จัดหมวดหมู่ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้าน ESG เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ผลการดำเนินงาน ตัวชี้วัด ข่าวสาร และเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ พร้อมเชื่อมโยงไปยังรายงานและนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ลงทุน ผู้มีส่วนได้เสีย และผู้ประเมินสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวก

แม้ทั้ง 4 ช่องทางจะใช้ ข้อมูล ESG ชุดเดียวกัน แต่สื่อสารกับผู้ใช้งานคนละกลุ่ม จึงไม่ควรใช้วิธีคัดลอกข้อมูลจากรายงานไปเผยแพร่เหมือนกันทุกช่องทาง หากควรปรับรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อให้ข้อมูลถูกค้นพบ เข้าใจง่าย และสะท้อนการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างครบถ้วน

การเปิดเผยข้อมูล ESG ไม่ใช่งานปลายปีอีกต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายองค์กรมักมองข้าม คือ Timeline ของการเปิดเผยข้อมูล ESG

หลายคนเข้าใจว่าการทำงานจะเริ่มเมื่อถึงช่วงจัดทำรายงาน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้นแทบตลอดทั้งปี

เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

องค์กรควรรวบรวมข้อมูล ESG จากทุกหน่วยงาน ตรวจสอบความครบถ้วน และเริ่มจัดทำเนื้อหาสำหรับ 56-1 One Report, ESG Report และช่องทางการเปิดเผยอื่น ๆ พร้อมวางแผนให้สามารถเผยแพร่รายงานได้ภายในช่วงต้นปีของปีถัดไป

เดือนมีนาคมถึงเมษายน

จะเป็นช่วงของการจัดทำและตรวจสอบข้อมูลใน ESG Data Platform ให้ครบถ้วน พร้อมผ่านการอนุมัติจากผู้บริหารตามกำหนด

ต้นเดือนพฤษภาคม

บริษัทควรเผยแพร่ข้อมูล ESG บนเว็บไซต์ขององค์กร และดำเนินการส่งใบสมัครเข้าร่วมการประเมิน FTSE Russell ESG Scores

เดือนมิถุนายนถึงกันยายน

FTSE Russell จะเริ่มประเมินข้อมูลจากสิ่งที่องค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะ (Public Disclosure) ก่อนเปิดให้บริษัทตรวจสอบและส่งข้อมูลเพิ่มเติมในช่วง เดือนกันยายนถึงตุลาคม และประกาศผลคะแนนใน เดือนธันวาคม

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่า การเปิดเผยข้อมูล ESG ไม่ใช่งานที่ทำเพียงครั้งเดียวเมื่อรายงานเสร็จ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องวางแผนและบริหารจัดการตลอดทั้งปี

เพราะทุกข้อมูลมีค่าและควรถูกมองเห็น

การจัดทำรายงาน ESG ที่มีคุณภาพยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ในปัจจุบัน ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำให้ข้อมูลนั้น ถูกเปิดเผยในช่องทางที่เหมาะสม ถูกค้นพบได้ง่าย และสอดคล้องกันทุกแพลตฟอร์ม

องค์กรที่มีความพร้อมจึงไม่ใช่องค์กรที่จัดทำรายงานได้มากที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถบริหาร ESG Disclosure ได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บหลักฐาน การเปิดเผยผ่าน 56-1 One Report, ESG Report, ESG Data Platform และ ESG Website ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินจากนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง คือสิ่งที่ทำให้ทุกความพยายามด้าน ESG ขององค์กรได้รับการมองเห็น และสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ

เหนื่อยทำข้อมูลมาทั้งปี มาเปิดเผยให้ดีกันค่ะ อย่าลืมนะคะ The Right Disclosure, Makes Every ESG Effort Count. ค่ะ

หลักเกณฑ์และข้อกำหนดใหม่ในการรายงาน ESG Report ของปี 2026

การจัดทำรายงาน ESG ของบริษัทจดทะเบียนไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเดิมที่เคยมองว่ารายงาน ESG คือการเปิดเผยกลยุทธ์หรือนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กร แต่ในปีนี้รายงาน ESG ถูกยกระดับให้เป็นวาระของคณะกรรมการและผู้บริหารมากขึ้น โดยองค์กรระหว่างประเทศอย่าง OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้เน้นที่ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืน รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ World Economic Forum (WEF) ให้ความสำคัญกับบทบาทของคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่ต้องเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเงิน ความเสี่ยง กลยุทธ์ และการกำกับดูแล โดยข้อมูลต้องมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับองค์กร

ซึ่งหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการรายงานคือมาตรฐานการรายงานตามแนวทางของ ISSB ประกอบด้วย IFRS S1ที่เปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน (General Requirements) ครอบคลุมถึงความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ที่มีสาระสำคัญต่อกระแสเงินสดและมูลค่าธุรกิจ และ IFRS S2 ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Disclosures) กำหนดให้ธุรกิจเปิดเผยความเสี่ยงทั้งทางกายภาพและการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม(Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 ที่ต้องเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ 56-1 One Report ผ่านระบบ SETLink

โดยในระยะแรกจะเน้นความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate-first เป็นลำดับแรก ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนอย่างชัดเจนคือ รายงาน ESG จะไม่ใช่แค่การบอกว่าองค์กรทำด้านความยั่งยืนอะไรบ้าง แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่า ประเด็นด้านความยั่งยืนและ Climate Risk นั้นกระทบต่อธุรกิจอย่างไร องค์กรมีการกำกับดูแลอย่างไร มีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร และมีข้อมูลหรือตัวชี้วัดใดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

การบังคับใช้จะทยอยเริ่มตามขนาดบริษัทและประเภทหลักทรัพย์ เพื่อให้องค์กรได้มีเวลาเตรียมความพร้อม

timeline สำคัญที่บริษัทควรติดตามอย่างใส่ใจ

เนื่องจากต้องรายงานตามเกณฑ์ชี้วัดของ FTSE Russell

ปี 2568 (ค.ศ. 2025) รายงานปี 2569 (ค.ศ. 2026)

กลุ่มกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน หรือ SRI Fund (Sustainable and Responsible Investing Fund) ต้องเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์กองทุนรวม SRI ใหม่ ที่ต้องมีการแสดงเครื่องมือและแนวทางการวัดผลลัพธ์ มีการบริหารความเสี่ยงเชิงลึก มีการตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่กองทุนเข้าไปถือครองได้ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากการฟอกเขียว และทำให้ผู้ลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลด้านความยั่งยืนของกองทุนได้ชัดเจนมากขึ้น

ปี 2570 (ค.ศ. 2027) รายงานปี 2571 (ค.ศ. 2028)

เริ่มบังคับใช้กับบริษัทในกลุ่ม SET50

ปี 2571 (ค.ศ. 2028) รายงานปี 2572 (ค.ศ. 2029)

ขยายการบังคับใช้ไปยังบริษัทในกลุ่ม SET100

ปี 2572 (ค.ศ. 2029) รายงานปี 2573 (ค.ศ. 2030)

บังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมด รวมถึงบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้น IPO

ปี 2573 (ค.ศ. 2030) รายงานปี 2574 (ค.ศ. 2031)

บังคับใช้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai รวมถึง REITs, Infrastructure Trusts, Property Funds และ Infrastructure Funds

จาก timeline นี้ สิ่งสำคัญคือองค์กรไม่ควรรอจนถึงปีที่ต้องรายงานจริง เพราะข้อมูล ESG โดยเฉพาะข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ, ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การประเมินความเสี่ยง และโครงสร้างการกำกับกิจการนั้นค่อนข้างจะซับซ้อน ใช้เวลา และไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้ในช่วงปลายปี จึงควรเริ่มจากการวางระบบการเก็บข้อมูล กำหนดเจ้าภาพข้อมูล และจัดเก็บหลักฐานประกอบตั้งแต่เนิ่น ๆ

3 สิ่งที่เริ่มทำได้เลย

1. การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ

องค์กรควรเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและโอกาส (Risk and Opportunities) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง หรือ Scope 1 และทางอ้อมจากการใช้พลังงาน หรือ Scope 2 โดยในระยะแรกของการปรับใช้ในไทยจะเน้นการเปิดเผยข้อมูล Scope 1 และ 2 ที่ต้องมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลสูง เพราะมีวิธีการคำนวณที่ชัดเจน ต้องมีแหล่งที่มาของข้อมูลและหลักฐานประกอบ ทั้งยังมีการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอกอีกด้วยค่ะ

2. การจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply chain)

แม้ในช่วงแรกไทยเราเน้นที่ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 แต่ภายใต้มาตรฐาน IFRS S2 บริษัทต้องทำความเข้าใจการเปิดเผยข้อมูลใน Scope 3 หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าไว้ด้วย เพราะตามแนวทางของ GHG Protocol นั้นครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจากกิจกรรม upstream และ downstream ขององค์กร

ความท้าทายของ Scope 3 ก็ครืออออ ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายในองค์กรโดยตรง แต่อยู่กับคู่ค้า ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการขนส่ง ผู้จัดจำหน่าย หรือกิจกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า ดังนั้นบริษัทจึงควรเริ่มวางระบบการเก็บข้อมูลร่วมกับ supplier และคู่ค้าสำคัญทั้งหลายเสียตั้งแต่วันนี้หรือทันทีที่รู้สึกตัวค่ะ

3. การกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน

ภายใต้มาตรฐานใหม่ บริษัทต้องเปิดเผยให้ชัดว่า คณะกรรมการ ผู้บริหาร หรือคณะทำงานใดมีบทบาทในการกำกับดูแลแต่ละประเด็นด้านความยั่งยืนและความเสี่ยงจากสภาพอากาศอย่างไร

นอกจากนี้ ยังต้องมีการประเมินความเสี่ยงและวิธีบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงตัวชี้วัดในการติดตามความคืบหน้าของแผนงาน เพราะ IFRS S1 และ S2 ใช้โครงสร้างการเปิดเผยข้อมูลหลักทั้ง 4 ด้านประกอบกัน ได้แก่ การกำกับดูแล (Governance), กลยุทธ์(Strategy), การบริหารความเสี่ยง(Risk Management) และ ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics & Targets) พูดง่ายๆคือรายงาน ESG จะไม่ใช่งานของฝ่าย Sustainability เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเป็นงานกลุ่มที่ต้องช่วยกันทำหลายฝ่ายทั้งฝ่ายความเสี่ยง การเงิน บัญชี หน้างาน จัดซื้อ จัดจ้าง บุคคล กฎหมาย การตลาดและคณะกรรมการบริษัท (เรียกได้ว่าทุกฝ่าย)

เห็นไหมหล่ะค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำให้เสร็จอย่างดีได้ภายใน 1-2 เดือน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรเริ่มให้ความสำคัญตั้งแต่วันนี้ก็คือ

แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคู่มือการรายงานความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน พร้อม ESG Metrics ตามกลุ่มอุตสาหกรรม (คลิกตรงนี้จ้า https://setsustainability.com/libraries/1123/item/-esg-metrics ) เพื่อเป็นแนวทางในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อย่างโปร่งใส มีคุณภาพ เป็นมาตรฐาน และสอดคล้องกับแบบ 56-1 One Report

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูเหมือนเป็นภาระในการปฏิบัติตาม (compliance) แต่ก็คือโอกาสสำคัญที่องค์กรจะใช้รายงาน ESG เป็นเครื่องมือในบริหารความเสี่ยง สร้างความน่าเชื่อถือ และสื่อสารกับนักลงทุนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เพราะรายงาน ESG ที่ดีคือความพร้อม ความครบและความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถการบริหารองค์กรในอนาคตได้ค่ะ

แหล่งอ้างอิง

  1. สรุปการปรับหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของไทยตาม ISSB Standards และ timeline การทยอยบังคับใช้สำหรับ SET50, SET100, SET, mai และกองทรัสต์ กองทุนที่เกี่ยวข้อง

https://setsustainability.com/page/disclosure
2.  IFRS S1 General Requirements for Disclosure of Sustainability-related Financial Information

https://www.ifrs.org/issued-standards/ifrs-sustainability-standards-navigator/ifrs-s1-general-requirements

https://www.setlink.set.or.th/th/education/article/73-ifrs-s1-ifrs-s2-esrs-part1

3. IFRS Sustainability Disclosure Standards และภาพรวม IFRS S1, IFRS S2, GHG Protocol, Scope 1, Scope Scope 3 และ 4 แกนหลักของการเปิดเผยข้อมูล

https://www.ifrs.org/sustainability/knowledge-hub/introduction-to-issb-and-ifrs-sustainability-disclosure-standards

https://www.sec.or.th/TH/Documents/LawsandRegulations/IFRS-Sustainability-Standards-Capacity-Building.pdf
4. ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวม SRI เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูล ลดความเสี่ยงการฟอกเขียวและเพิ่มความโปร่งใส https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=12343&fbclid=IwY2xjawQ4VTZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETE2V0o4bEl1YW1odGtCVjRDc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpza62OJCOyHdk5zO5PBe81GGFFM4g15if_bDNp1dl8pJoSmG46Ksjd7QIJx_aem_VsR76tGsk_l5xMhBkB2FDw
5.  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: คู่มือการรายงานความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน และ ESG Metrics

https://setsustainability.com/libraries/1123/item/-esg-metrics

6. โครงสร้างการเปิดเผยข้อมูลหลักร่วมกัน 4 ด้าน  เอกสารคู่มือ IFRS S1 & S2 ของสภาวิชาชีพบัญชี [1] https://www.tfac.or.th/upload/9414/RgKvrQPLx0.pdf

ทำ ESG ทั้งปี แต่ไม่ได้คะแนนจาก FTSE Russell แก้อย่างไร

เมื่อคะแนน FTSE Russell ESG ไม่เป็นไปตามเป้า ทั้งที่องค์กรของคุณทำนโยบายด้านความยั่งยืนมาแล้วทั้งปี อย่าเพิ่งท้อค่ะ คุณอาจจะแค่ยังจับจุดไม่ถูก มาเริ่มปีใหม่ด้วยการวาง “ระบบเก็บข้อมูล” ที่ทำให้มีแนวโน้มจะได้คะแนนจากการประเมินมากขึ้น

หลายองค์กรได้รับและเห็นผลคะแนน จากการประมินของ FTSE Russell ESG Rating ที่เปิดเผยให้ได้ทราบกันในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอแสดงความยินดีกับองค์กรที่ได้รับคะแนนตามเป้า ส่วนองค์กรที่คะแนนยังไม่ถึงเป้านั้น คุณอาจรู้สึกท้อใจและสงสัยว่า “ทำไมเราทำแผนแผนงานด้าน ESG ตั้งเยอะแล้ว แต่ทำไมคะแนนยังไม่ดีขึ้นตามที่คาด” คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำงานไม่พอหรือน้อยเกินไป แต่อยู่ที่การจัดระบบการเก็บข้อมูล การเก็บเอกสารและหลักฐานอ้างอิง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่ยังไม่เป็นระบบพอให้ผู้ประเมินสามารถเห็นและให้คะแนนได้เต็มที่ บทความนี้จะเป็นแผนปฏิบัติการที่ใช้งานได้จริง ช่วยให้คุณวางระบบเก็บข้อมูล ESG ตลอดทั้งปี เพื่อยกระดับคะแนนอย่างมีหลักการและทำงานได้ต่อเนื่องในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจหลักการประเมิน FTSE Russell ESG Rating

FTSE Russell จะทำการประเมิน ESG จากข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยมีวงจรการอ้างอิงที่มาที่ไปของจ้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งบริษัทจดทะเบียนจะถูกประเมินปีละครั้ง โดยรอบการประเมินมักเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงมีนาคมของปีถัดไป และผลคะแนนจะพร้อมให้ดูประมาณ 4 สัปดาห์หลังการทบทวนดัชนี (Index Review) ในรอบเดือนมิถุนายนและประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมกระบวนการสำคัญคือ ในการประเมินจะมีช่วงที่บริษัทสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติม (Company Review Period) ได้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญให้บริษัทได้ปรับปรุงข้อมูลให้ชัดเจน รวมถึงการอธิบายข้อมูลที่ยังมีคำถามให้กับ FTSE Russell ซึ่งส่งผลให้ได้รับคะแนนมากขึ้นได้ และนี่คือส่วนสรุปของสิ่งที่ควรทำให้ชัดเพื่อให้ได้รับคะแนนจากการประเมินค่ะ

5 เหตุผลหลักที่คะแนนไม่ขึ้น แม้จะทำงานเพิ่ม

จากประสบการณ์ทำงานกับหลายองค์กร พีอาร์อีฯ ขอสรุป 5 ปัญหาพบบ่อยมาให้ค่ะ:

  1. ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีเจ้าภาพ (Data Owner /Job Owner) ในการจัดการที่ชัดเจน
    ข้อมูล ESG มักอยู่คนละทีม คนละไฟล์ ใช้นิยามที่แตกต่างกัน ทำให้เวลาต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานมักพบปัญหาความไม่สอดคล้องหรือหลายครั้งข้อมูลทับซ้อนกัน จนยากต่อการอธิบายและนำไปใช้งานต่อ
  2. หลักฐานไม่เป็นสาธารณะ หรือหาไม่เจอ
    แม้องค์กรจะดำเนินการจริงแต่หลักฐานไม่ได้ถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะหรือไม่สามารถค้นหาเจอได้ง่าย ผู้ประเมินก็ไม่สามารถให้คะแนนได้ ทำให้องค์กรพลาดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย
  3. รอบการเก็บข้อมูลไม่แน่นอน
    การเก็บข้อมูลแบบ “ท้ายปีค่อยรวบรวม” มักทำให้พลาดข้อมูลสำคัญหรือไม่สอดคล้องกับรอบการประเมิน รวมถึงการเก็บข้อมูลรวดเดียวตอนปลายปี นอกจากมีความเสี่ยงที่ข้อมูลตกหล่น ไม่ครบถ้วนแล้วยังถือเป็นงานที่น่าปวดหัวพอสมควรเลยทีเดียว
  4. มีนโยบายแต่ไม่มีการวัดผล มีแผนงานแต่ไม่มีผลลัพธ์
    เนื่องจาก FTSE Russell นั้นประเมินทั้ง “โครงสร้าง” และ “ผลลัพธ์” ถ้ามีแค่นโยบายโดยไม่มี KPI หรือมีแค่ตัวเลขโดยไม่มีกรอบการกำกับดูแล ผู้ประเมินจะมองว่าข้อมูลไม่มีที่มาที่ไปการให้คะแนนก็จะไม่สมบูรณ์
  5. ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องข้อมูล (QA/QC)
    องค์กรที่เปลี่ยนนโยบาย แผนงาน นิยามทุกไตรมาสไม่เห็นความต่อเนื่องของแผนงาน หรือข้อมูลปีนี้เทียบกับปีก่อนไม่ได้ จะทำให้ความน่าเชื่อถือของแผนงานลดลง

ลองเปลี่ยนมุมมองและมาทำให้แผนงานด้าน ESG ของคุณนั้น “ให้คะแนนได้” ไม่ใช่แค่ “ทำได้” หลักการสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คะแนนไม่ได้ขึ้นจากความตั้งใจแต่ขึ้นจาก “ระบบที่พิสูจน์ได้” ดังนั้น การวางระบบเก็บข้อมูล ESG ที่มีประสิทธิภาพจึงสำคัญกว่าการทำกิจกรรม ESG จำนวนมากแต่ไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ

จัดระเบียบการเก็บข้อมูลด้าน ESG เริ่มต้นได้ใน 5 ขั้นตอน

หากคุณไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองเริ่มจากลำดับขั้นตอนตามนี้ เพื่อวางระบบเก็บข้อมูลและยกระดับคะแนนรายงาน ESG ของคุณกัน

1. วิเคราะห์คะแนนและช่องว่าง

เพื่อระบุให้ชัดเจนว่า “คะแนนหายตรงไหน” และ “ควรปรับปรุงอะไรก่อน” ลองสรุปภาพรวมคะแนนจากผลการประเมินล่าสุดแยกตาม Pillar (Environmental, Social, Governance) และจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลตามความเข้มข้นของคะแนน คุณจะได้เห็นรายการ “สิ่งที่ต้องแก้ไขก่อน” เพื่อให้เห็นว่าสิ่งไหนเร่งด่วนและควรจัดการเป็นลำดับแรกๆ อย่าลืมใส่รายชื่อของผู้รับผิดชอบงาน, ผู้ตรวจสอบและผู้อนุมัติสำหรับแต่ละหัวข้อ เพื่อใช้วางแผนการทำงานในขั้นตอนต่อไป

2. สร้างระบบเก็บข้อมูลด้าน

ESG เพื่อเก็บข้อมูลได้อย่างสม่ำเสมอและสามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้ตลอดทั้งปี จัดทำแผนผังของข้อมูลที่ครอบคลุม มักจะประกอบด้วยนิยามของแต่ละตัวชี้วัด, วิธีการเก็บข้อมูล, หน่วยวัด, ขอบเขตการรวบรวมข้อมูล, ปีฐาน (Base Year), แหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อพัฒนาเครื่องมือหรือวิธีการติดตามงานและข้อมูลด้าน ESG ที่ครอบคลุมถึงรายการตัวชี้วัดทั้งหมด, สถานะการรวบรวมข้อมูล, ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานประกอบหรือเอกสารอ้างอิง อย่าลืมกำหนดรอบการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับรอบการประเมินรายปี

3. จัดเตรียมหลักฐานและเอกสารอ้างอิงเพื่อเปิดเผยเป็นสาธารณะ

เพื่อทำให้หลักฐานและข้อมูลอ้างอิงค้นหาได้ง่าย ตรวจสอบได้ และเป็นสาธารณะ จัดทำชุดข้อมูลมาตรฐานเพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกันทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย, ขั้นตอนการปฏิบัติ, การกำหนดการวัดผล KPIs เพื่อให้ทั้งองค์กรเห็นภาพและเดินไปยังเป้าหมายเดียวกัน

4. ออกแบบการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)

ควรทำให้ข้อมูลที่ต้องการเปิดเผยมีความชัดเจน เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และตรงกับคำสำคัญ (keyword) ของ FTSE Russell โดยปรับโครงสร้างรายงานและหน้าเว็บไซต์ที่เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ให้ค้นหาได้ง่าย มีโครงสร้างหมวดหมู่ที่ชัดเจน เข้าถึงได้สะดวก โดยข้อมูลมีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำกับดูแล, มีนโยบายและแนวปฏิบัติ, มีเป้าหมายและตัวชี้วัด, มีความก้าวหน้าของแผนงาน และมีหลักฐานที่ใช้อ้างอิงข้อมูลได้

5. การทดลองทำตามแผนงานและเตรียมพร้อมสำหรับการประเมิน

เพื่อลดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่กระบวนประเมินจริง ขั้นตอนนี้คุณควรตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างตัวเลขของผลลัพธ์ต่างๆกับแผนงานจริงพร้อมๆกับรายงานที่เปิดเผยและเอกสารหลักฐานเพื่ออ้างอิง และทำให้แน่ใจว่าข้อมูลทุกชุดตรงกัน ซึ่งผู้ประเมินอาจเกิดข้อสงสัยและมีคำถามกลับมา จังหวะนี้ความพร้อมในการตอบคำถามและส่งหลักฐานประกอบอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญเพื่อทำให้รายงานของคุณไม่พลาดคะแนนที่ควรจะได้

Quick Start Checklist

เริ่มต้นได้เลยวันนี้ หากคุณต้องการเริ่มต้นทันที นี่คือ 8 ขั้นตอนที่ควรทำก่อน:

  1. กำหนดเจ้าภาพแต่ละรายหัวข้อของข้อมูลด้าน ESG – กำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจนสำหรับแต่ละประเด็น (E, S, G)
  2. จัดทำสรุป 1 หน้าให้เห็นภาพรวมว่าตรงไหนคือช่องว่างที่คะแนนหายไป เริ่มจากตัวชี้วัดหลักๆ ที่มีผลต่อคะแนนมากที่สุด
  3. สร้างตารางติดตามความคืบหน้าของข้อมูลด้าน ESG คุณจะใช้ Google Sheets หรือ Excel ก็ได้ แต่ต้องเป็นไฟล์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  4. สร้างโฟลเดอร์รวบรวมเอกสารอ้างอิง หลักฐานประกอบ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จัดโครงสร้างโฟลเดอร์ให้เป็นระบบและง่ายต่อการค้นหา
  5. กำหนดรอบเก็บข้อมูลที่ชัดเจน อาจจะเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสตามแต่ลักษณะงานและประเภทของข้อมูล ใส่ในปฏิทินและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ทราบ
  6. สรุปหัวข้อที่มีผลต่อคะแนนสูง มองภาพรวมและจัดลำดับความสำคัญ
  7. สร้าง ESG Hub Page บนเว็บไซต์ แม้จะเป็นเพจง่ายๆ ก็ยังดีกว่าไม่มี
  8. ตั้ง กำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งออกหรือเผยแพร่ทุกครั้ง

ทำคะแนนรายงาน ESG ให้ดีขึ้นด้วย “ระบบ” ไม่ใช่ “งานเพิ่ม”

หากคะแนน FTSE Russell ESG Rating ในปีที่ผ่านมาของคุณยังไม่ถึงเป้า ปีนี้คือโอกาสทองในการรีเซ็ตวิธีการทำงาน จุดเปลี่ยนสำคัญคือเปลี่ยนจากการทำ ESG แบบโปรเจกต์ไฟลุกปลายปีเป็น การสร้างระบบบริหารจัดการ ESG ที่ทำซ้ำ ต่อเนื่อง ไม่อ่อมได้ตลอดทั้งปี เมื่อคุณมีระบบเก็บข้อมูล หลักฐาน และการเปิดเผยข้อมูลที่ดี จะทำให้
ทีมงานทำงานง่ายขึ้น ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งผู้ประเมินสามารถให้คะแนนได้ตรงกับความเป็นจริ รวมถึงทำให้องค์กรสามารถสื่อสารเรื่อง ESG ได้มีประสิทธิภาพ
คุณพร้อมลุยแล้วหรือยัง
หากองค์กรของคุณต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมในการวางระบบ ESG Data Management หรือต้องการเครื่องมือ FTSE Russell ESG Readiness Checklist ที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อองค์กรของคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อเราได้เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้เลยนะคะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงสำคัญ

FTSE Russell & ESG Rating

  1. FTSE Russell ESG Ratings Methodology
  2. LSEG Data & Analytics – ESG Rating Process

International ESG Standards & Frameworks

  1. GRI Standards – Global Reporting Initiative
  2. TCFD Guidance – Task Force on Climate-related Financial Disclosures
  3. CDP Disclosure Platform – Carbon Disclosure Project

Thailand-Specific Resources

  1. SET Sustainability Reporting Guide – Stock Exchange of Thailand
  2. SEC Thailand – Sustainability Disclosure Guidelines – แนวทางการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน

5 ความแตกต่างของ SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores

ทำไม FTSE Russell ถึงสำคัญกับบริษัทไทย?

เมื่อ ESG ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” แต่กลายเป็น “มาตรฐานการลงทุน” ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ตัดสินใจ การเปลี่ยนผ่านของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจาก SET ESG Ratings สู่ FTSE Russell ESG Scores จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือก้าวสำคัญที่ทุกบริษัทต้องเข้าใจและเตรียมพร้อม

FTSE Russell เป็นผู้ประเมินดัชนีและความเสี่ยงด้าน ESG ที่ได้รับการยอมรับในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และใช้งานจริงกับบริษัทกว่า 85,000 แห่ง ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย โดยจุดแข็งคือการอิงกับข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะ (public disclosure) เท่านั้น ทำให้การประเมินมีความโปร่งใส เทียบเคียงได้ และตรวจสอบได้จริง

เพื่อให้ทุกบริษัทจดทะเบียนไทยสามารถปรับตัวและใช้โอกาสนี้ในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กร บทความนี้จะพาไปดู 5 ความแตกต่างหลัก ระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores พร้อมแผนการเปลี่ยนผ่านที่ควรรู้ และแนวทางการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ

ภาพที่ 1 แนวทางการให้คะแนน FTSE Russell ESG Scores

ข้อแตกต่างทั้ง 5 ข้อระบบ/เกณฑ์ประเมิน ESG ของไทย

1. ระบบการให้คะแนนและการเปิดเผยผลประเมิน

หนึ่งในความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores อยู่ที่ “วิธีการให้คะแนน” และ “การเปิดเผยผล” ต่อสาธารณะ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระทบต่อทั้งภาพลักษณ์ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน

ในระบบของ SET ESG Ratings บริษัทจะได้รับการจัดอันดับในระดับ BBB, A, AA หรือ AAA ก็ต่อเมื่อผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะต้องได้คะแนนในแต่ละมิติ (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) เกิน 50% แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น การประเมิน CGR ที่ไม่ต่ำกว่า 3 ดาว และไม่มีประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่เป็นลบในรอบปี หากบริษัทไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ จะไม่มีการเปิดเผยผลประเมินใด ๆ สู่สาธารณะเลย

ตรงกันข้ามกับ FTSE Russell ESG Scores ที่เลือกใช้ระบบ เปิดเผยผลคะแนนรวมของทุกบริษัทแบบไม่มีเงื่อนไข โดยใช้คะแนนทศนิยมในช่วง 0.0 ถึง 5.0 แม้ว่าบริษัทจะได้คะแนนต่ำก็ตาม ผลคะแนนจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ลงทุนและสาธารณชนเข้าถึงได้อย่างเสรี

แม้ว่าข้อมูลเชิงลึก เช่น คะแนนรายมิติหรือรายตัวชี้วัด จะเปิดดูได้เฉพาะภายในระบบของ FTSE Russell โดยใช้รหัสเฉพาะของแต่ละบริษัท แต่คะแนนรวมที่เป็น “หน้าตาขององค์กร” ในเวที ESG โลก จะปรากฏให้ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะได้ 4.8 หรือ 0.9 ก็ตาม

นั่นจึงหมายความว่า การเปิดเผยคะแนนในระบบของ FTSE Russell ไม่ใช่เพียงแค่ “ความโปร่งใส” แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ “ความน่าเชื่อถือ” ของบริษัทด้วย หากคะแนนอยู่ในระดับต่ำโดยไม่มีคำอธิบายหรือการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสม นักลงทุนอาจตีความว่าองค์กรยังไม่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างแท้จริง หรือยังไม่มีการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ความแตกต่างนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิธีการให้คะแนน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของบริษัทจากการ “ขอรับการประเมิน” ไปสู่การ “สื่อสารความโปร่งใส” อย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อมูลที่เปิดเผย และตรวจสอบได้จริงต่อสาธารณะ

ในยุคที่นักลงทุนคำนึงถึง ESG มากขึ้นทุกวัน บริษัทที่วางกลยุทธ์เปิดเผยข้อมูลได้ดี จะไม่ใช่แค่ได้คะแนนที่สะท้อนศักยภาพ แต่ยังได้ “ความเชื่อมั่น” ที่ยั่งยืนในสายตาผู้มีส่วนได้เสียอีกด้วยค่ะ

สรุประบบการให้คะแนนและการเปิดเผยผลประเมิน

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores
ข้อดีของ FTSE Russell ESG Scores

FTSE Russell ใช้หลักการ “ความโปร่งใสและเท่าเทียม” เพราะทุกบริษัทมีโอกาสสื่อสารความก้าวหน้าด้าน ESG ไม่ใช่เฉพาะบริษัทที่ผ่านเท่านั้น

2. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ESG

อีกหนึ่งจุดต่างที่เปลี่ยนเกม คือแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้สำหรับการประเมิน ESG ซึ่ง SET ESG Ratings ใช้ระบบแบบสอบถามที่บริษัทต้องสมัครเข้าร่วม พร้อมแนบเอกสารประกอบจำนวนมาก ทั้งจากแหล่งที่เปิดเผยและเอกสารภายใน เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ในการพิจารณา

ขณะที่ FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช้แบบสอบถามเลยแม้แต่ข้อเดียว แต่ประเมินจาก “ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยสู่สาธารณะอยู่แล้ว” เช่น รายงานความยั่งยืน รายงานประจำปี แบบ 56-1 One Report และเว็บไซต์ของบริษัท โดยไม่รับพิจารณาเอกสารภายในใด ๆ

แนวคิดนี้สะท้อนหลักการของตลาดทุนสากลที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการ “สื่อสารความยั่งยืน” อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน และเข้าถึงได้ หากบริษัทสามารถเปิดเผยข้อมูล ESG ได้อย่างเป็นระบบ ก็ย่อมจะผ่านการประเมินได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการตอบคำถามเป็นร้อยข้ออีกต่อไป

และในขณะเดียวกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ไม่ใช่เรื่องที่ทำเฉพาะในฤดูประเมินเท่านั้น แต่ควรเป็นสิ่งที่ “เปิดเผยต่อสาธารณะไว้เสมอ” อย่างเข้มแข็ง มีหลักฐานรองรับ และตรวจสอบได้ตลอดเวลา

สรุปวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ESG

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores

ข้อดีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ FTSE Russell ESG Scores

บริษัทไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน แต่ต้อง “วางระบบการเปิดเผยข้อมูล” ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเข้าถึงง่าย — ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ

3. กระบวนการทบทวนและการให้ข้อมูลเพิ่มเติม

FTSE Russell เข้าใจดีว่าการประเมินจากข้อมูลเปิดเผยอาจมีช่องว่าง จึงออกแบบกระบวนการให้บริษัทสามารถเข้าไปตรวจสอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนประกาศผลจริง โดยบริษัทจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนจาก FTSE4GOOD ช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี เพื่อเข้าไปในระบบ FTSE Russell Platform และทำการรีวิวผลเบื้องต้นของตนเอง

ซึ่งในระบบนี้ บริษัทสามารถให้ข้อคิดเห็น เพิ่มเอกสารอ้างอิง หรืออธิบายข้อมูลที่อาจยังไม่สะท้อนในแหล่งข้อมูลสาธารณะได้ โดยมีระยะเวลาให้ดำเนินการประมาณ 1 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นหน้าต่างโอกาสที่สำคัญมาก เพราะเมื่อครบกำหนด FTSE Russell จะปิดระบบ ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติม และเข้าสู่กระบวนการสรุปผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะประกาศในช่วงเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

ช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสทองที่บริษัทสามารถชี้แจงบริบท เสริมข้อมูลที่ขาด หรือแม้แต่แก้ไขความเข้าใจผิดก่อนที่คะแนนสุดท้ายจะถูกเผยแพร่สู่สายตาของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วโลกอย่างโปร่งใส และที่สำคัญ คะแนนดังกล่าวจะไม่มีการปรับแก้ใด ๆ ได้อีกจนกว่าจะมีรอบประเมินถัดไปในปีถัดไป

หากบริษัทพลาดช่วงเวลานี้ไป เช่น ไม่ได้รับอีเมลแจ้งเตือนเพราะข้อมูลผู้ติดต่อไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่มีการตอบกลับใด ๆ ภายในระบบ ก็เท่ากับว่าบริษัทจะต้องยอมรับผลคะแนนที่ประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งในกรณีที่ได้คะแนนต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนระดับสากลได้ทันที

สรุป FTSE Russell เปิดช่องให้บริษัทได้ทำสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

บริษัทสามารถใช้ช่วงเวลานี้เพื่อ

เมื่อครบกำหนด FTSE Russell จะสรุปผลและประกาศคะแนนช่วงเดือนธันวาคม

4. ระบบการจัดกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม

การประเมิน ESG ที่แม่นยำไม่อาจใช้เกณฑ์เดียวกับทุกธุรกิจได้ เพราะความเสี่ยงและประเด็นสำคัญในแต่ละอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัว การแบ่งกลุ่มธุรกิจจึงเป็นอีกหนึ่งจุดต่างที่สำคัญระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores

การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของ SET ESG Ratings

ในระบบของ SET ESG Ratings จะใช้โครงสร้างการจัดหมวดหมู่ตามของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดังนี้:

  1. เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agribusiness & Food)
  2. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)
  3. ธุรกิจการเงิน (Financials)
  4. สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)
  5. อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction)
  6. ทรัพยากร (Resources)
  7. บริการ (Services)
  8. เทคโนโลยี (Technology)

แต่ละกลุ่มจะถูกแบ่งย่อยออกเป็น 28 หมวดธุรกิจ (sectors) เพื่อใช้ในการประเมินและเปรียบเทียบบริษัทที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น ธนาคาร พลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม สื่อสาร ฯลฯ ซึ่งเหมาะสมกับการจัดการภายในตลาดทุนไทย แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความละเอียดและการเชื่อมโยงกับเกณฑ์ ESG ระดับโลกเพราะแม้จะสะท้อนภาพรวมของตลาดไทยได้ดี แต่ยังไม่สามารถแยกย่อยหรือเทียบเคียงกับมาตรฐานโลกได้อย่างลึกซึ้ง

การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของ FTSE Russell ESG Scores

ในขณะที่ FTSE Russell ESG Scores เลือกใช้ระบบ ICB – Industry Classification Benchmark ซึ่งเป็นระบบจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ใช้โดยผู้ลงทุนและตลาดหลักทรัพย์กว่า 80 ประเทศ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรม across sectors, across borders

ICB แบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมออกเป็น 11 กลุ่มหลัก (Industries) ดังนี้:

  1. Oil, Gas and Coal – ครอบคลุมธุรกิจพลังงานดั้งเดิม เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน
  2. Basic Materials – กลุ่มวัตถุดิบและเหมืองแร่ เช่น โลหะ สารเคมี พลาสติก กระดาษ
  3. Industrials – เครื่องจักร อุตสาหกรรมหนัก วิศวกรรม การผลิตทั่วไป
  4. Consumer Discretionary – สินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น รถยนต์ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ สื่อบันเทิง
  5. Consumer Staples – สินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา ร้านค้าปลีกจำเป็น
  6. Healthcare – โรงพยาบาล ยา เทคโนโลยีชีวภาพ บริการดูแลสุขภาพ
  7. Financials – ธนาคาร บริษัทประกัน กองทุน และการเงินรูปแบบต่าง ๆ
  8. Real Estate – การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์ด้านที่อยู่อาศัย พาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม
  9. Technology – ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และบริการด้านไอที
  10. Telecommunications – เครือข่ายโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม และบริการสื่อสารอื่น ๆ
  11. Utilities – สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และพลังงานหมุนเวียน

ICB ไม่ได้หยุดแค่ในระดับ “กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก” เท่านั้น แต่ยังแยกย่อยลงไปเป็น 20 Supersectors, 45 Sectors, และลึกที่สุดถึง 173 Subsectors ซึ่งช่วยให้การประเมินของ FTSE Russell สามารถระบุประเด็น ESG ที่สำคัญต่อธุรกิจแต่ละประเภทได้อย่างเฉพาะเจาะจง

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย อาจถูกจัดให้อยู่ในหมวด “Real Estate Development” ซึ่งมีตัวชี้วัดที่แตกต่างจาก “Real Estate Investment Trusts (REITs)” หรือ “Construction & Engineering” โดยสิ้นเชิง แม้ว่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้หมวดอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น FTSE Russell ยังพิจารณาบริบทของประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการควบคู่กันไป เช่น หากบริษัทมีฐานอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา อาจต้องเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการต่อต้านคอร์รัปชันมากกว่าประเด็นคาร์บอนในบางกรณี ระบบจะวิเคราะห์ระดับ “ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง” กับแต่ละธีม ESG แล้วถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับธุรกิจนั้นอย่างแม่นยำ นี่คือการประเมินแบบ “Context-Based ESG Scoring” ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

สรุประบบการจัดกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores

จุดแข็งของ FTSE Russell

FTSE Russell ประเมินตาม “ความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ” และบริบทของประเทศ ช่วยสะท้อนภาพ ESG ที่แม่นยำและเป็นสากล

5. จำนวนและระดับความซับซ้อนของตัวชี้วัด

แม้ว่าทั้ง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores จะวัดจากมิติหลักที่คล้ายกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และธรรมาภิบาล (G) แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจน คือระดับความลึก ความเฉพาะ และโครงสร้างการออกแบบตัวชี้วัดที่ FTSE Russell ใช้

SET ESG Ratings

ใช้ตัวชี้วัดประมาณ 140–150 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวชี้วัดทั่วไป ใช้ร่วมกันในทุกอุตสาหกรรม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ปรับให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละธุรกิจ

FTSE Russell ESG Scores

ใช้ชุดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นยิ่งกว่า โดยมีมากกว่า 300 ตัวชี้วัด ที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. ตัวชี้วัดทั่วไป (Universal indicators) คิดเป็นประมาณ 56%
  2. ตัวชี้วัดเฉพาะ (Sector- and Country-specific indicators) อีก 44% ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามลักษณะของอุตสาหกรรมและบริบทของประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการ

แต่ละบริษัทจะไม่ได้ถูกใช้ตัวชี้วัดทั้งหมดกว่า 300 ข้อในคราวเดียว แต่จะได้รับการประเมินเฉพาะในสิ่งที่ “เกี่ยวข้องจริง” โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 125 ตัวชี้วัดต่อบริษัท ซึ่งช่วยลดภาระการรายงาน และทำให้คะแนนสะท้อนศักยภาพขององค์กรได้ตรงจุดมากขึ้น

ตัวชี้วัดทั้งหมดของ FTSE Russell ESG Scores

ตัวชี้วัดทั้งหมดของ FTSE Russell ESG Scores ถูกจัดหมวดหมู่ภายใต้ 14 หัวข้อหลัก (14 ESG Themes) ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยง ESG เชิงระบบในระดับโลก โดยแบ่งตาม 3 มิติหลัก ดังนี้:

Environmental (สิ่งแวดล้อม)
Biodiversity
Social (สังคม)
Governance (ธรรมาภิบาล)

      ความพิเศษของระบบ FTSE Russell คือ แต่ละธีมจะมีการกำหนดระดับ “ความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง” ในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

      หากธีมใดได้รับการประเมินว่า “Not Relevant” (หรือN/A) สำหรับธุรกิจนั้น ๆ บริษัทจะ “ไม่ถูกประเมินในธีมนั้น” และธีมนั้นจะไม่มีผลในการคำนวณคะแนน ESG รวมเลยแม้แต่น้อย

      เช่น หากบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ธีม “Water Security” อาจถูกจัดเป็น Not Relevant เพราะไม่มีการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ในทางกลับกัน หากบริษัทอยู่ในธุรกิจเหมืองแร่หรือเกษตรกรรม ธีมนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในระดับ High ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะต้องมีการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

      นอกจากนี้ บางตัวชี้วัดยังมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ เช่น ต้องแสดงข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ต้องมีการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก หรือแสดงผลกระทบที่วัดได้จริง ไม่ใช่เพียงการเขียนนโยบายหรือคำมั่นสัญญาเท่านั้น

      ทั้งหมดนี้ทำให้ FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช่แค่การประเมิน “ว่าองค์กรมีอะไร”
      แต่คือการประเมินว่า “องค์กรมีวิธีบริหารความเสี่ยงและสร้างความโปร่งใสอย่างไร” ในเรื่องที่สำคัญที่สุดตามบริบทของตนเอง

      สรุปจำนวนและระดับความซับซ้อนของตัวชี้วัด

      SET ESG Ratings
      FTSE Russell ESG Scores
      คำแนะนำ

      บริษัทควรศึกษาตัวชี้วัด FTSE อย่างเป็นระบบ เพื่อวางแผนการเปิดเผยให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ตามบริบทของตนเอง

      ภาพที่ 2 โครงสร้างข้อมูลตามเกณฑ์ FTSE Russell ESG Scores

      Timeline การเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Russell ESG Scores

      ปี สิ่งที่เกิดขึ้น
      2567บริษัทจดทะเบียนกลุ่มนำร่อง เริ่มรับการประเมิน FTSE Russell
      2568บริษัททั่วไปสามารถ “สมัครใจ” ขอรับการประเมินได้
      2569FTSE Russell ESG Scores ใช้งานเต็มรูปแบบ แทนที่ SET ESG Ratings อย่างเป็นทางการ

      วิธีเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมิน FTSE Russell ESG Scores

      1. พัฒนาโครงสร้างข้อมูล ESG ให้โปร่งใส

      เมื่อระบบการประเมิน ESG ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการกรอกแบบสอบถามมาเป็นการใช้ข้อมูลเปิดเผยสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทที่ต้องการพร้อมรับมือกับ FTSE Russell ESG Scores ไม่เพียงต้องมีนโยบาย ESG ที่ชัดเจน แต่ต้องมี “ระบบการเปิดเผย” ที่โปร่งใส เป็นระบบ และเข้าถึงได้ มากกว่าที่เคย

      การเตรียมความพร้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อหา แต่รวมถึงกระบวนการ วิธีคิด และความต่อเนื่องของข้อมูลที่องค์กรเลือกจะเล่าออกสู่สาธารณะ ผ่านเอกสารที่เผยแพร่ รายงานที่วางบนเว็บไซต์ และการจัดการระบบภายในที่รองรับการเปิดเผยได้อย่างสม่ำเสมอ

       2. ปรับปรุงระบบการเปิดเผยบนเว็บไซต์

      โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าเว็บไซต์ขององค์กร ซึ่งมักเป็นจุดที่ผู้ประเมินจะเข้าไปค้นหาเป็นอันดับแรก บริษัทควรจัดโครงสร้างเมนู ESG หรือ IR (Investor Relations) ให้เป็นหมวดหมู่ มีข้อมูลล่าสุด และเชื่อมโยงเอกสารสำคัญไว้อย่างครบถ้วน เช่น Sustainability Report, ESG Policy, GHG Emissions, หรือค่านิยมองค์กร เพื่อให้ผู้ประเมินไม่ต้องค้นหา หรือเข้าใจผิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย

       3. ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี

      FTSE Russell จะพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีในหลายตัวชี้วัด โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องการดูแนวโน้ม เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน หรือการมีผู้หญิงในระดับผู้บริหาร ดังนั้น บริษัทควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามี หลักฐานเชิงปริมาณ (เช่น KPIs หรือ performance data) ที่เก็บไว้อย่างต่อเนื่อง และควรพิจารณาการให้บุคคลภายนอก (เช่น auditor หรือ verifier) รับรองข้อมูลบางรายการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เปิดเผย

       4. อัพเดตรายชื่อผู้ติดต่อของบริษัท

      เรื่องที่เล็กแต่มักทำให้พลาดโอกาสสำคัญโดยเฉพาะในช่วงก่อนถึงรอบการประเมินประจำปี เพราะหากองค์กรไม่ได้รับอีเมลแจ้งเตือนจาก FTSE4GOOD ในช่วงกันยายน–ตุลาคม ก็จะพลาดโอกาสในการเข้าไปทบทวนผลเบื้องต้น หรือส่งข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนที่ประกาศในเดือนธันวาคมไม่สะท้อนข้อมูลล่าสุดของบริษัทได้

      การเปลี่ยนผ่านที่เป็นโอกาส (แบบที่คุณไม่ควรมองข้าม)

      FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช่แค่ “ระบบประเมินแบบใหม่”
      แต่มันคือโอกาสอันทรงพลังที่จะพาองค์กรไทย ยกระดับการบริหารจากภายใน และเปิดประตูสู่เวที ESG ระดับโลกอย่างแท้จริง

      หลายคนมองว่าการเปิดเผยข้อมูล ESG เป็นเรื่องวุ่นวาย เต็มไปด้วยรายงาน ตารางตัวชี้วัด และภาระที่ต้องจัดการ แต่ในความเป็นจริง หากองค์กรเริ่มต้นด้วยการวางระบบอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก — ไม่ใช่แค่จะ “ไม่ยุ่งยาก” แต่ยังกลายเป็นกระบวนการที่ช่วยให้องค์กร ทบทวนตัวเองอย่างลึกซึ้งในมิติที่ไม่เคยมองมาก่อน

      ข้อมูลที่เคยกระจายอยู่ตามแผนกต่าง ๆ
      คำอธิบายที่เคยมีแต่ “ใช้ภายใน”
      และปัญหาที่เคยไม่รู้ว่า “ต้นเหตุมาจากไหน”
      จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเมื่อคุณเริ่มเรียบเรียง สร้างระบบเปิดเผย และสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ

      นี่คือช่วงเวลาแห่งการ “ยกเครื่อง” องค์กร

      ไม่ใช่เพื่อตอบแบบประเมิน แต่เพื่อให้คุณเห็นว่าจุดไหนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เงินไหลรั่ว หรืออาจกลายเป็นความเสี่ยงซ่อนอยู่ และจุดไหนที่ควรเสริมพลัง เพราะมันสร้างคุณค่าทั้งในเชิงธุรกิจและความยั่งยืนได้ในระยะยาว บริษัทที่เริ่มต้นก่อน ไม่ใช่แค่ได้เปรียบเรื่องคะแนน แต่ได้เปรียบเรื่อง “ความเข้าใจและรู้ตัวเอง” และเมื่อคุณรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนในเวทีโลก คุณก็จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงกว่าใคร

      เพราะในโลกของ ESG ความโปร่งใสไม่ใช่ภาระแต่คือเครื่องมือในการสร้าง ความน่าเชื่อถือและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ รวมถึงความเข้าใจในคุณค่าขององค์กรตัวเอง และทั้งหมดนั้น เริ่มต้นที่การ “เปิดเผย”  อย่างมีกลยุทธ์และมีความตั้งใจค่ะ

      คู่มือทำความเข้าใจการประเมิน FTSE Russell ESG Scores สำหรับผู้นำองค์กร

      การประเมิน FTSE Russell ESG Scores คืออะไร

      FTSE Russell ESG Scores คือกรอบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกใช้ประเมินผลการดำเนินงาน ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมมือกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) สร้างกรอบการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุน วัตถุประสงค์ของกรอบการทำงานนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนักลงทุนจะสามารถนำปัจจัยด้านความยั่งยืนในด้านต่างๆเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน

      หลักเกณฑ์เบื้องต้นของ FTSE Russell ESG Scores

      การให้คะแนน FTSE Russell ESG Scores จะประเมินบริษัทต่างๆ ใน ​​14 ประเด็น ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยตัวบ่งชี้รายบุคคลมากกว่า 300 ตัวชี้วัด โดยแบ่งเป็น (1) ตัวชี้วัดทั่วไป และ (2) ตัวชี้วัดตามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งจะได้รับการประเมินโดยเฉลี่ยประมาณ 125 ตัวชี้วัด โดย FTSE Russell ให้ความสำคัญกับคำถามทั่วไปประมาณ 56% และให้ความสำคัญกับคำถามที่เจาะลึกเข้าไปในภาคส่วนและที่ตั้งของประเทศมากกว่า 44%

      มุ่งเป้าที่ประเด็น 3 เสาหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล

      เสาหลักสิ่งแวดล้อมจะตรวจสอบวิธีที่บริษัทต่างๆ จัดการผลกระทบที่มีต่อทรพยากรธรรมชาติ โดยเน้นที่กลยุทธ์การจัดการต่อเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการน้ำ ความพยายามในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบควบคุมมลพิษ บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินตามนโยบาย แผนงาน เป้าหมาย และประสิทธิภาพที่แท้จริงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

      เสาหลักสังคมจะประเมินว่าบริษัทต่างๆ สื่อสารกับพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชนอย่างไร ซึ่งรวมถึงมาตรฐานแรงงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน นโยบายสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของชุมชน สวัสดิการด้านสุขภาพ ความปลอดภัยของพนักงานและแนวทางปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อลูกค้าและคู่ค้าไปจนถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการปกป้องข้อมูลต่างๆ

      เสาหลักการกำกับดูแล จะตรวจสอบโครงสร้างและกระบวนการของบริษัทเพื่อรับรองว่ามีการกำกับดูแลที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โดยมุ่งเป้าที่องค์ประกอบ โครงสร้าง สัดส่วนและประสิทธิภาพของคณะกรรมการ ประเมินมาตรการต่อต้านการทุจริต ความโปร่งใสทางภาษี และกรอบการจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุม

      บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินทั้งในแง่ของความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ซึ่งกำหนดตามอุตสาหกรรมและการที่ตั้งทางภูมิศาสตร์) รวมถึงศักยภาพและประสิทธิภาพการตอบสนองต่อความเสี่ยงเหล่านี้ของฝ่ายบริหาร การประเมินดังกล่าวจะต้องมีความสมดุลในการจัดการรับมือปัญหาที่เกิดจากความเสี่ยงร่วมกับการวางแผนบริหารจัดการต้นทุนและการคาดการผลกระทบ ตัวอย่างเช่น บริษัทน้ำมันอาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูงแต่ก็สามารถทำคะแนนได้ดีหากสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

      ข้อแตกต่างที่สำคัญของ SET ESG Rating  กับ FTSE Russell ESG Scores

      ระบบการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการประเมิน FTSE Russell มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ดังนี้

      การมุ่งเน้นทางภูมิศาสตร์ SET ESG Ratingได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย ในขณะที่ FTSE Russell ใช้มาตรฐานระดับโลกที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับสากล ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีนักลงทุนต่างประเทศหรือมีความต้องการที่จะขยายตัวไปทั่วโลก

      ในส่วนของวิธีการยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย SET ESG Ratingได้รับการปรับให้เหมาะกับบริบททางธุรกิจของไทย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในท้องถิ่นและสภาวะตลาด ส่วน FTSE Russell ใช้ระเบียบวิธีระดับโลกมาตรฐานที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบข้ามพรมแดนและข้ามอุตสาหกรรมได้ ทำให้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศ

      กระบวนการประเมินนั้นแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไป SET ESG Rating จะดำเนินการประเมินประจำปีโดยอิงจากการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell ใช้การประเมินอย่างต่อเนื่องโดยดูจากพัฒนาการในการบรรลุเป้าหมายที่บริษัทแจ้งไว้ โดยนำแหล่งข้อมูลที่หลากหลายกว่ามาใช้นอกเหนือจากรายงานของบริษัท วิธีนี้ทำให้สามารถดูผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทได้อย่างครอบคลุมและมีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น

      ที่มาของข้อมูลถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้ว่า SET ESG Rating จะพึ่งพาข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell มีแหล่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย เช่น ข้อมูลจากบุคคลที่สาม การวิเคราะห์ข่าว และรายงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวทางการใช้แหล่งข้อมูลหลายแหล่งนี้ช่วยยืนยันการอ้างสิทธิ์ของบริษัทและให้การประเมินที่เป็นกลางมากขึ้น

      สาระสำคัญของการรายงานตามหัวข้อมีความแตกต่างกัน SET ESG Rating มุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบในไทยโดยเฉพาะ ส่วน FTSE Russell มีการรายงานประเด็น ESG ทั่วโลกอย่างครอบคลุม ซึ่งอาจรวมถึงความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยแต่มีความสำคัญต่อนักลงทุนต่างประเทศ

      และสุดท้าย ความแตกต่างในการให้คะแนน SET ESG Rating ใช้ระบบการให้คะแนนแบบดาว (1-5 ดาว) ในขณะที่ FTSE Russell ใช้การให้คะแนนแบบตัวเลข ตั้งแต่ 0.0 ถึง 5.0 โดยคะแนน 0.0 หมายถึงไม่มีข้อมูลการประเมิน และคะแนน 5.0 หมายถึงดีที่สุด แนวทางของ FTSE Russell ช่วยให้สามารถแยกแยะบริษัทต่างๆ ได้อย่างละเอียดมากขึ้น และติดตามการปรับปรุงเพิ่มเติมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

      ความแตกต่างที่สำคัญคือ ในขณะที่ SET ESG Rating ให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทย ส่วน FTSE Russell นำเสนอเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับนานาชาติและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น

      โอกาสสำหรับบริษัทที่ได้คะแนนสูง

      บริษัทที่ได้รับคะแนนสูงใน FTSE Russell ESG Scores สามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนในปัจจุบัน เช่น

      การเข้าถึงเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอาจถือเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้มากที่สุด

      บริษัทการลงทุนระดับโลกที่บริหารสินทรัพย์มูลค่าสูง ใช้การจัดอันดับ FTSE Russell พื่อคัดกรองการลงทุนที่มีศักยภาพ บริษัทที่มีคะแนนสูงจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงกองทุนการลงทุนที่เน้นแนวทางของ ESG ซึ่งได้รับความสนใจและมีเงินทุนไหลเวียนสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การได้คะแนนสูงช่วยให้บริษัทเข้าถึงโอกาสแหล่งทุนที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน เช่น พันธบัตรสีเขียวและเงินกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสเติบโตให้ธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ยังดึงดูดนักลงทุนสถาบันระยะยาวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในฐานะตัวแทนของความมีคุณภาพการจัดการและความยืดหยุ่นของธุรกิจในอนาคต

      การมีแผนงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขัน เนื่องจากบริษัทที่มีการจัดอันดับ FTSE Russell สูงจะได้รับชื่อเสียงที่ดีขึ้นในหมู่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลให้มูลค่าแบรนด์และความภักดีของลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ตัดสินใจซื้อมากขึ้นโดยอิงตามเกณฑ์ความยั่งยืน ข้อได้เปรียบด้านชื่อเสียงนี้จะขยายไปถึงการมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งขึ้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำงานที่เกี่ยวกับองค์กรที่มีการนำข้อกำหนด ESG เข้ามาพิจารณาเพิ่มมากขึ้น

      การบรรเทาผลจากความเสี่ยงและโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

      กรอบการทำงานสนับสนุนแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่นำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่บรรเทาความเสี่ยง อาจทำเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อกิจการเช่น การต้องหยุดชะงัก การฟ้องร้อง หรือการเสียค่าปรับ บริษัทต่างๆ มักประสบกับรายจ่ายที่ไม่คาดคิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว หากยังมีการจัดการแบบเดิมมากกว่าการวางแผนจัดการความเสี่ยงในรูปแบบที่ไม่คาดคิดร่วมกับการศึกษาข้อกำหนดใหม่ๆ แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนจำนวนมากในปัจจุบันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงาน น้ำ หรือวัสดุ ซึ่ง บริษัทที่มีผลงานด้าน ESG ที่ดีจึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะถูกปรับหรือกิจการหยุดชะงักจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนต่างๆ เช่นภาษีคาร์บอน หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนสูงโดยปกติอยู่แล้ว

      ได้รับการยอมรับในระดับโลกและความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

      คะแนน FTSE Russell ที่สูงทำให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนซึ่งขยายออกไปนอกประเทศ ซึ่งนักลงทุนเปรียบเทียบคะแนนกับบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกได้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับพันธมิตรและลูกค้าข้ามชาติที่คัดกรองความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของตนมากขึ้น บริษัทที่มีผลงานที่ดียังพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนานโยบายในอนาคต ประโยชน์จากชื่อเสียงยังส่งผลดีต่อการกำกับกิจการภายในด้วยเช่นกัน โดยช่วยเพิ่มการดึงดูดและรักษาพนักงานและบุคลากรที่มีความสามารถในตลาดบุคลากรที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมายมักได้เปรียบกว่าในตลาดปัจจุบัน

      การนำไปปฏิบัติจริงสำหรับบริษัทไทย

      สำหรับผู้นำองค์กรไทยที่ต้องการปรับปรุงแผนงานด้านความยั่งยืนผ่านการประเมิน FTSE Russell ปัจจุบันมีแนวทางเชิงกลยุทธ์หลากหลายที่สามารถให้ผลลัพธ์อย่างเป็นที่น่าพอใจได้

      เริ่มจากการวิเคราะห์ช่องว่างและการพัฒนากลยุทธ์ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ บริษัทต่างๆ ควรเปรียบเทียบแผนงานด้านยั่งยืนขององค์กรที่ทำอยู่ในปัจจุบันกับตัวชี้วัดของ FTSE Russell อย่างครอบคลุม เพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งการประเมินนี้จะช่วยระบุหัวข้อที่ควรปรับปรุง มักเป็นหัวข้อที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทเมื่ออ้างอิงจากแบบประเมิน จากนั้นจึงกำหนดแนวทางแก้ไขและนโยบายการลดผลกระทบ ด้วยความเข้าใจนี้ องค์กรต่างๆ สามารถพัฒนากลยุทธ์ ESG ที่ครอบคลุมพร้อมเป้าหมาย กำหนดเวลา และมาตรการความรับผิดชอบที่ชัดเจนซึ่งสอดคล้องกับทั้งวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและเกณฑ์ของ FTSE Russell

      การปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลมักจะส่งผลให้คะแนนดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลระดับคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรายงานที่ชัดเจน รวมถึงการที่ผู้บริหารองค์กรมีความโปร่งใสในการบริหารงาน บริษัทควรสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านบทบาทที่มอบหมายให้ผู้บริหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนที่ได้รับ หน้าที่สำคัญของฝ่ายบริหารคือการบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนและแนวทางด้น ESG เข้ากับกรอบการจัดการความเสี่ยงเพื่อช่วยระบุปัญหาที่มีโอกาสเกิดก่อนจะกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของบริษัท และแสดงแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพให้กับนักลงทุน

      ระบบการจัดการและการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น บริษัทชั้นนำมักใช้ระบบเฉพาะทางมาใช้รวบรวม ตรวจสอบ และรายงานข้อมูล ESG เพราะข้อมูลการจัดการเหล่านี้หมายถึงเงินทุกบาทของบริษัท แนวทางเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น GRI, SASB และ TCFD ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนและวิธีการจัดอันดับ ความโปร่งใสในการรายงานจะช่วยสร้างความสำเร็จและความน่าเชื่อถือต่อผู้ให้คะแนนรวมถึงนักลงทุน ซึ่งตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืนไม่ใช่แค่หมุดหมายระยะสั้นแต่เป็นการเดินทางระยะไกลไปด้วยกัน

      การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ บริษัทควรมีส่วนร่วมกับนักลงทุนเป็นประจำเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังและลำดับความสำคัญด้าน ESG ที่เปลี่ยนแปลงไป การร่วมมือกันในอุตสาหกรรมเพื่อหาแนวทางการจัดการกับความท้าทายด้านความยั่งยืนจะทำให้อุตสาหกรรมเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวทางและการดำเนินการด้านความยั่งยืนจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมร่วมกันได้ชัดและทำให้การแนวทางปฏิบัติภายในเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

      ในยุคแห่งความรับผิดชอบ

      กรอบ FTSE Russell ESG Scores ไม่เพียงแต่เป็นแค่ระบบการให้คะแนนเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย สำหรับผู้นำองค์กรในประเทศไทย การทำความเข้าใจและนำกรอบนี้ไปปฏิบัติสามารถผลักดันการสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันก็ตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกได้

      บริษัทต่างๆ สามารถเปลี่ยนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเข้าถึงโอกาสด้านทุนใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็สร้างความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจในอนาคตได้ ในยุคที่แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนกำหนดผู้นำตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ การได้รับคะแนน FTSE Russell ที่สูงจะทำหน้าที่เป็นทั้งการยืนยันความเป็นเลิศในปัจจุบันและรากฐานสำหรับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในวันที่กระแสทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเช่นนี้

      กรอบการรายงาน ESG แบบสมัครใจที่นิยม: Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)

      The Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นชุดเกณฑ์มาตรตฐานระดับสูงสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และให้ผลตอบแทน และคุณค่าระยะยาวสำหรับผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสะท้อนความเขื่อด้านความยั่งยืนผ่านภาพรวมการลงทุน ชุดเกณฑ์มาตรฐานนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2542 โดยมีฐานะเป็นเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนแรกในระดับสากล และถูกใช้เพื่อติดตามความเป็นไปของหุ้นบริษัทชั้นนำของโลกในแง่ของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ผ่านความร่วมมือระหว่าง S&P Dow Jones Indices และ Robeco Sustainable Asset Management (SAM) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการลงทุนอย่างยั่งยืนมาสร้างดัชนีชี้วัดเพื่อคัดเลือกบริษัททั่วโลกที่มีความยั่งยืนที่สุดจากทั้งหมด 61 อุตสาหกรรม โดย DJSI มีกระบวนการคัดเลือกบริษัทต่างๆ ด้วยระบบฐานกฏ (rule-based) และประเมินจากผลคะแนนความยั่งยืนรวมประจำปีของ S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) มีเพียงบริษัทที่ได้อันดับสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในวงศ์ดัชนี Dow Jones Sustainability และไม่มีการแยก หรือยกเว้นอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งดังที่แสดงในรูปภาพที่ 1

      * Global Indices: Top 10%, Regional Indices: Top 20%, Country Indices: Top 30%

      รูปภาพที่ 1

      ส่วนประกอบต่างๆ ในรายงานที่จะเสนอต่อ DJSI จะได้รับการตรวจสอบในเดือนกันยายนของทุกปี เนื่องจากต้องรอผลการประเมินของ SAM และ CSA อีกทั้งมีการปรับสมดุลของบริษัทที่อยู่ใน DJSI ในทุกไตรมาส (S&P Global, 1, 2023) หากแต่ในช่วง 20 ปีหลังนี้ CSA กลายมาเป็นพื้นฐานสำหรับดัชนีมากมาย โดยในปี 2562 S&P Global ได้เข้าถือสิทธิ์ใน CSA อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการประเมินต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ ESG  และข้อสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐาน ESG และดำเนินการโดย S&P Global สวิตเซอร์แลนด์ The Corporate Sustainability Assessment (CSA) ทำให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญพิเศษ ระเบียบวิธีที่เหมาะสม และฐานข้อมูลสำคัญผ่านดัชนีความยั่งยืนที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก (S&P Global, 2, 2023) และเนื่องจากมีจำนวนบริษัทที่เข้ามามีส่วนร่วมใน CSA มากขึ้นทุกปีส่งผลให้การประเมินสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ตลอดเวลาผ่านการถามบริษัทที่มีส่วนร่วมเหล่านั้น ผลที่ได้คือประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนถูกรวมเข้าด้วยกันกับประเด็นความยั่งยืนที่อุบัติใหม่อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการวิวัฒนาการต่อเนื่องของ CSA ก็ว่าได้ (S&P Global, 3, 2023).

                  ต่อมาในปี 2562S&P DJI เริ่มสนับสนุน และผลักดันข้อมูลด้านความยั่งยืนของ SAM มากขึ้นเพื่อขยายขอบเขตของดัชนี ESG วงศ์ดัชนี ESG ของ S&P เป็นชุดดัชนีต่างๆ ที่นำเสนอการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ของบริษัทต่างๆ ภายใต้บริบทของดัชนีในแต่ละประเทศอย่างเฉพาะเจาะจง และดัชนีระดับภูมิภาคต่อนักลงทุน วงศ์ดัชนีต่างๆ มีพื้นฐานมาจากคะแนน ESG ของ S&P DJI และผลลัพธ์รายปีของการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) วงศ์ดัชนีนี้ครอบคลุมดัชนีในตลาดที่กว้างมากอาทิ  S&P 500 ESG, S&P Europe 350 ESG, S&P Global 1200 ESG, and S&P Japan 500 ESG และถูกออกแบบให้มีความใกล้เคียงกับแนวทางของดัชนีหลักต่างๆ ที่มีความเสี่ยง และผลตอบแทนที่เหมือนกัน รวมถึงเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการติดตามข้อมูลอีกด้วย เกณฑ์กำหนดหลักต่างๆ สำหรับองค์ประกอบของคุณสมบัติ และการคัดเลือกของวงศ์ดัชนี S&P ESG คือคะแนน S&P DJI ESG ซึ่งคะแนนเหล่านี้ประกอบไปด้วยผลรวมระดับคะแนนด้าน ESG ของบริษัทในรอบปีปฏิทินทางการเงิน ประกอบด้วยการให้คะแนนแต่ละบริษัทในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และ เศรษฐกิจ และการกำกับดูแลกิจการ (G) โดยการให้ค่าน้ำหนักคะแนนในแต่ละข้อกำหนดเป็นไปเพื่อขจัดอคติ หรือความเอนเอียงระหว่างอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน และระหว่างบริษัทที่ได้รับการประเมินจาก CSA แล้วกับบริษัทที่ได้รับการประเมินจากข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ อย่างเปิดเผย ระเบียบวิธีของวงศ์ดัชนี S&P ESG Index คือการสร้างกระบวนการคัดเลือกที่ง่าย และยังคงรักษาค่าน้ำหนักตามดัชนีตลาดรวมของ S&P ระเบียบวิธีการจัดกลุ่มดัชนีส่งผลให้เกิดการพัฒนาการให้คะแนน ESG ที่ประกอบขึ้นจากหลายส่วน และสามารถนำเสนอแนวทางการดำเนินการด้าน ESG ที่ถูกพัฒนาสำหรับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้ด้วย (S&P Global, 4, 2023) รูปภาพที่ 2 แสดงถึงการให้คะแนนของดัชนี CSA และ ESG และรูปภาพที่ 3 แสดงถึงตัวอย่างหน้าตาของดัชนี ESG ต่างๆ (S&P Global, 5, 2023)

      รูปภาพที่ 2

      รูปภาพที่ 3

      ระเบียบวิธีการประเมิน CSA

      The Corporate Sustainability Assessment (CSA) จะตั้งคำถามกับบริษัทที่ได้รับเชิญเกี่ยวกับวิธีการ และพื้นฐานของเหตุผลในการรายงาน เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลจากบริษัทที่ได้รับเชิญ และนำมาคำนวนคะแนน S&P Global ESG ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) CSA จะมีแนวทางให้เรียกว่า CSA Handbook เพื่อใช้เป็นรายการตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ สำหรับบริษัทที่ได้รับเชิญ โดยเอกสารชุดนี้ครอบคลุมคำถามทั้งหมด และนำเสนอประเด็นที่ต้องเน้นย้ำในการประเมิน เหตุผลของคำถาม รายละเอียดต่างๆ ของโครงสร้างคำถาม และคำแนะนำแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับคำตอบ นอกเหนือจากนั้นในหมวดของข้อแนะนำคำถามเฉพาะ และหมวดของการให้ความหมายต่างๆ จะอธิบายถึงข้อกำหนดในการนำเสนอราบละเอียดในการตีความ และตอบคำถามในแต่ละข้อ พร้แมทั้งนำเสนอหัวข้อเฉพาะเจาะจงที่สอดคล้องกับ GRI หรือมาตรฐาน และกรอบการรายงานอี่นๆ (ใช้ GRI เป็นหลัก) โดยบริษัทที่ได้รับเชิญจำเป็นต้องตอบคำถามไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นข้อมูลภายใน หรือข้อมูลสาธารณะก็ตาม และถึงแม้ว่า CSA จะเป็นการประเมินแบบองค์รวม แต่โครงสร้าง และน้ำหนักการประเมินจะแตกต่างกันในแต่ละเกณฑ์ตาม ซึ่งขึ้นอยู่กับสาระสำคัญทางการเงินของอุตสาหกรรมที่กำหนด CSA ได้มีการแจ้งค่าน้ำหนักสำหรับลักษณะการประเมินที่แตกต่างกันไว้ในหมวด CSA Methodology เพื่อช่วยบริษัทต่างๆในการเตรียมความพร้อม เอกสารชุดนี้ยังนำเสนอคำแนะนำทั่ว ความคาดหวัง และเคล็ดลับบางประการที่สามารถนำไปใช้ในการประเมิน CSA ให้สำเร็จ โดยในแต่ละคำถามจะประกอบไปด้วยคำถามย่อยมากมาย และในแต่ละคำถาม บริษัทที่ได้รับเชิญจะสามารถเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ และในแต่ละคำถามยังประกอบไปด้วยตัวเลือกชุดคำตอบมาตรฐานหลายแบบที่ช่วยให้บริษัทที่ได้รับเชิญสามารถตอบคำถามได้แม้ว่าบริษัทไม่มีข้อมูล หรือบางคำถามไม่สามารถเชื่อมโยงกับบริษัทได้ อีกทั้งในแต่ละคำถามจะมีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสิ่งที่ CSAให้ความสนใจในคำถามนั้นๆ ดังแสดงในรูปภาพที่ 4 (S&P Global, 6, 2023)

      รูปภาพที่ 4

      บริษัทที่ได้รับเชิญ

      ปัจจุบันมีบริษัทที่เห็นความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินกิจการอย่างยั่งยืนในตลาดทุนผ่านการมีส่วนร่วมกับ Corporate Sustainability Assessment (CSA) มากขึ้นทุกปี โดยในปี 2566 มีบริษัททั้งหมด 13,800 บริษัทที่ได้รับเชิญจาก CSA จากทั้งหมดนั้น 3,519 บริษัทได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ Dow Jones Sustainability Index (DJSI) จากบันทึกของกลุ่มบริษัทที่มีส่วนร่วมกับ DJSI อย่างจริงจังมีจำนวน 1,728 บริษัท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 9% และจากบริษัทที่ได้รับเชิญทั้งหมดมี 2,480 บริษัทที่ยื่นข้อมูลครบถ้วนแล้ว คิดเป็น 48% ในตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวเลขที่สัมพันธ์กับ S&P Global Broad Market Index (BMI) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 45% ในปี 2564 โดยการประเมินจะสิ้นสุดลงสิ้นเดือนมกราคมของทุกปี ผู้เข้ารับการประเมินสามารถเลือกระดับการประเมินตามที่ S&P Global กำหนดสำหรับการยื่นข้อมูลที่เป็นส่วนเสริมในรายงานประจำปีของบริษัทต่อ CSA ได้ และบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ S&P Global ในการสื่อสารข้อมูลของบริษัทสู่ผู้รับสารในตลาดทุนที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการแจ้งข้อมูลการขยายตัวของจำนวนนักลงทุนที่ให้ความสนใน ESG และการดำเนินกิจการอย่างยั่งยืน บริษัทต่างๆ จะได้รับเชิญจาก 3 กลุ่ม โดยต้องเริ่มจากการได้รับการคัดเลือกเข้าอยู่ใน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) ในดัชนีใดก็ได้ จากนั้นจะมีการคัดเลือกจากปัจจัยดังนี้:

      ทั้งนี้บริษัทที่ได้รับเชิญมีสิทธิ์ที่จะไม่เข้าร่วมการประเมิน หรืออาจประเมินเฉพาะ S&P Global โดยใช้ข้อมูลสาธารณะทั่วไปที่มีก่อนได้ แล้วจึงค่อยยื่นผลคะแนน ESG ผ่านแพลตฟอร์มของ S&P Global ภายหลัง อีกทั้งการมีส่วนร่วมใน CSA ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นต้องมีสำหรับการได้รับสิทธิ์เข้าไปอยู่ DJSI หรือ S&P ESG Indices อื่นๆ คำเชิญอย่างเป็นทางการจะถูกส่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายนของทุกปี หรือบริษัทต่างๆ สามารถตรวจสอบสถานะการเชิญได้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้                 ปัจจุบันในประเทศไทยมีบริษัทที่อยู่ใน DJSI อยู่ 26 บริษัท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ประกอบไปด้วย ADVANC, AOT, BANPU, BDMS, BJC, BTS, CPALL, CPF, CPN, CRC, DELTA, EGCO, GPSC, HMPRO, IRPC, IVL, KBANK, MINT, PTT, PTTGC, SCB, SCC, SCGP, TOP, TRUE and TU และในจำนวนนี้มี 11 บริษัทที่อยู่ในระดับศักยภาพสูงระดับสากล และบรรลุ ESG Index Family เรียบร้อยแล้ว (SET, 2022).

      การเข้าร่วมโดยไม่ได้รับเชิญ

      บริษัทใดก็ตามที่มีความสนใจในการทำ CSA สามารถขอรับการประเมิน และขอรับคะแนน ESG กับทาง S&P Global แพลตฟอร์มได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยติดต่อ [email protected] สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ในปี 2566 CSA เริ่มเปิดให้ตอบแบบสอบถามได้ในวันที่ 4 เมษายน โดยบริษัทต่างๆ สามารถเลือกช่วงการประเมินให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการรายงานได้ และจองที่ว่างได้ผ่านช่องทาง CSA Portal (S&P Global, 7, 2023).

      แหล่งอ้างอิง
      1. S&P Global, 1 (2023) DJSI Index Family. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/performance/indices/djsi-index-family#objective [Access 27 July 2023].
      2. S&P Global, 2 (2023) Sustainability & Climate Indices. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/solutions/indices [Access 30 July 2023].
      3. S&P Global, 3 (2023) The S&P Global Corporate Sustainability Assessment. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/csa/about/ [Access 27 July 2023].
      4. S&P Global, 4 (2023) S&P ESG Index Family. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/performance/indices/esg-index-family [Access 28 July 2023].
      5. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/spdji/en/index-family/esg/core-esg/#overview [Access 28 July 2023].
      6. S&P Global, 6 (2023) CSA Methodology. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/csa/methodology/ [Access 28 July 2023].
      7. S&P Global, 7 (2023) Invited Companies. [online] New York: S&P Global. Available from: https://www.spglobal.com/esg/csa/invited-companies [Access 28 July 2023].
      8. SET (2022) บจ. ไทยครองแชมป์เข้าดัชนี DJSI สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 9. [online] Bangkok: SET (Stock Exchange of Thailand). Available from: https://www.set.or.th/th/about/setsource/news-release/article/137-djsi [Access 28 July 2023].

      กรอบการรายงาน ESG แบบสมัครใจที่นิยม: Global Real Estate Sustainability Benchmark (GRESB)

      GRESB เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ESG ในระดับสากลสำหรับตลาดการเงิน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 จากการรวมตัวขององค์กรอิสระ และองค์กรที่ได้ประโยชน์ องค์กร GRESB ให้ความสำคัญกับการพัฒนา รับรอง และบริหารจัดการเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ของ GRESB ในขณะที่  GRESB BV ทำหน้าที่ในการประเมิน และให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก GRESB ปัจจุบันขึ้นตรงกับการตัดสินใจของสมาชิกระดับสูง  GRESB เป็นหนึ่งในองค์กรที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และผลักดันให้เกิดการปฏิบัติโดยการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ที่โปร่งใส และปฏิบัติได้จริงสู่ตลาดการเงิน โดยในปี 2565 เกณฑ์มาตรฐานด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ถูกนำไปใช้โดยกว่า 1,800 บริษัทอสังหาริมทรัพย์, กองทรัสท์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs), กองทุน และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากนั้น GRESB ยังครอบคลุมไปถึงงานโครงสร้างพื้นฐานกว่า 800 กองทุน และสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน รวมกันแล้ว GREASB ฉายให้เห็นภาพของมูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องได้ถึง 8.6 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ และกว่า 170 ผู้ลงทุนสถาบันใช้ข้อมูลจาก GRESB ในการติดตามการลงทุน ทำงานร่วมกับผู้จัดการของพวกเขา และตัดสินใจเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนที่มากขึ้นในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ GRESB Foundation เป็นผู้ถือครองสิทธิ และการกำกับดูแลเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด อีกทั้งเป็นเวทีสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผ่านการประเมินของ GRESB BV ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนิติบุคคลที่แยกออกมาจาก GRESB Foundation มีหน้าที่ตรวจประเมินรายงานต่างๆ บนพื้นฐานการสร้างผลกำไรเพื่อบรรลุเป้าหมาย The GRESB Foundation, GRESB BV และสมาชิกGRESB ต้องทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์การแบ่งปันในชุมชนแห่งการลงทุน อันเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเป็นพื้นที่ที่สังคมปัจจุบันสามารถบรรลุความต้องการต่างๆ ได้โดยไม่เป็นภัยต่อการบรรลุความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต และด้วยการที่เป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานต่างๆ GRESB Foundation ต้องทำงานในการริเริ่ม รักษา พัฒนา และตีพิมพ์ เกณฑ์มาตรฐานต่างๆ แบบปีต่อปี และต้องทันเวลาที่ GRESB BV จะทำการประเมิน โดยหน้าที่สำคัญของ GRESB Foundation ประกอบด้วย:

      มาตรฐานต่างๆ ของ GRESB เป็นชุดคำแนะนำเพื่อการประเมิน และการเป็นมาตรฐานสำหรับการรายงาน ESG และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์อื่น มาตรฐานเหล่านี้ครอบคลุมถึงคำถาม หลักฐาน ตัวชี้วัด และการให้ค่าสำหรับตัวชี้วัดต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินการดำเนินการด้าน ESG ในวันที่ 14 กันยายน 2565 คณะกรรมการบริหาร GRESB Foundation อนุมัติการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการแนะนำมาทั้งหมดเพื่อใช้ในมาตรฐาน GRESB ฉบับ 2023 และนี่คือผลลัพธ์ที่สำคัญของกระบวนการพัฒนามาตรฐานต่างๆ ของ GRESB เพื่อผลักดันให้สมาชิก และหุ้นส่วนของ GRESB อยู่แถวหน้าในด้าน ESG ในระดับสากล (GRESB 1, 2023)

      พันธสัญญาต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

      กลยุทธ์ในการทำพันธสัญญากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ GRESB ถูกสร้างขึ้นโดยมรพื้นฐานจาก the AA1000 AccountAbility Stakeholder Engagement Standard (2015) and references the ISEAL Alliance Standard-setting Code of Good Practice ที่อธิบายถึงแนวทางการริเริ่ม สร้าง และพัฒนา มาตรฐานความยั่งยืนตามกาลเวลา และเพื่อเป็นการยืนยันว่าพันธสัญญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะถูกฝังรากในองค์กร GRESB ให้คำมั่นสัญญาตามหลักการของ the AccountAbility ที่ว่าด้วยความครอบคลุม สาระสำคัญ การตอบสนอง และผลกระทบ (AccountAbility, 2018) สำหรับ GRESB ภูมิทัศน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียค่อนข้างซับซ้อนเนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางกลุ่มมีการทับซ้อนกันในแง่ของบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบ:

      GRESB มีบทบาทสำคัญในโลกของอสังหาริมทรัพย์ยั่งยืน และมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการดำเนินการภายใต้บริบทของ ESG และกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่สามารถและไม่ควรที่จะมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนในลักษณะ หรือระดับเดียวกัน ดังนั้นตาราง “interest-influence” จึงช่วยในการแสดงให้เห็นถึงแนวทางการปฏิบัติต่อสมาชิกที่เป็นนักลงทุน สมาชิกผู้มีส่วนร่วมทั่วไป และหุ้นส่วนของ GRESB ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานใน GRESB Foundation อยู่แล้วดังแสดงในรูปภาพที่ 1

      รูปภาพที่ 1

      จะเห็นได้ว่า “กรอบการรายงาน ESG ที่จูงใจ” เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นรองเพียงสมาชิก และหุ้นส่วนเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับกรอบการรายงานมากที่สุด สำหรับกรอบการรายงานต่างๆ GRESB มีการร่วมมือแบบทวิภาคีผ่านการเป็นตัวแทนให้กับคณะกรรมาธิการ และคณะทำงานหลายหน่วยงานอาทิ Principles for Responsible Investment (PRI) The Global Reporting Initiative (GRI), The Sustainability Accounting Standards Board (SASB), The International <IR> Framework, EU Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR), Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD), Carbon Disclosure Project (CDP) (GRESB 2, 2023). โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ของสหภาพยุโรปที่เป็นข้อกำหนดเพื่อความโปร่งใสฉบับใหม่สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดการเงินและสัมพันธ์กับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ต่างๆ  โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และอัตราการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน โดย SFDR กำหนดให้มีเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเงิน โดยมากจะขึ้นอยู่กับขนาด และธรรมชาติของสินค้า และ/หรือบริการ ผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดในสหภาพยุโรปจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการด้านความยั่งยืนทั้งแก่นแท้ของธุรกิจ และสินค้า และ/ หรือบริการของพวกเขา รวมถึงพวกเขาจะต้องรายงานถึง Principle Adverse Impacts (PAIs) ที่เป็นชุดของตัวชี้วัดต่างๆที่ครอบคลุมประเด็น ESG ทั้งหมดเช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการขยะ เนื่องจากในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ไม่มีการเปิดเผย หรือเก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบที่ละเอียดพอต่อความต้องการ หรือข้อมูลที่นำเสนอต่อนักลงทุนไม่โปร่งใสในระดับที่เป็นไปตามข้อกำหนด ดังนั้น GRESB จึงนำเสนอรูปแบบการประเมินเพื่อเป็นกรอบให้กับผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเงินทุกภาคส่วนในการ “แถลงการดำเนินการที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ”  รูปแบบการประเมินประกอบไปด้วย 60 ระบบการตรวจวัดด้าน ESG ที่จำเป็นสำหรับการรายงาน (GRESB 3, 2023) การประเมินของ SFDR ประกอบไปด้วยหลากหลายมุมมองที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรายงานดังนี้:

      การประเมินของ SFDR ถูกแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบัญชีที่แตกต่างกันของ PAIs ตามที่สหภาพยุโรปกำหนด 3 แบบประเมินถูกใช้เพื่อประเมินการดำเนินการด้าน ESG ใน 3 ส่วนคือ การบริหารจัดการ การดำเนินการ และการพัฒนา โดยในส่วนของระเบียบวิธีนั้นประกอบไปด้วยขอบเขตที่ต่างกันออกไปตามเครื่องมือในการลงทุน และประเภทของอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังต้องสอดคล้องไปกับกรอบการรายงานสากลเช่น TCFD, GRI, หรือ PRI การประเมินด้านอส้งหาริมทรัพย์ของ GRESB ได้เตรียมเครื่องมือ และข้อมูลที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้เพื่อติดตาม และบริหารความเสี่ยง และโอกาสด้าน ESG สำหรับการลงทุนได้จริง รวมไปถึงใช้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการบังคับใช้ ESG ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต 3 บัญชีดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้:

      บัญชีที่ 1: ตัวชี้วัดเกี่ยวกับข้อบังคับทางสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม สังคม และพนักงาน ประเด็นทางสังคม และพนักงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน การต่อต้านการทุจริต และการต่อต้านการติดสินบน บัญชีที่ 1 ให้ความสำคัญกับ 14 ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมที่สามารถนำไปใช้สำหรับการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่ลงทุน และ 2 ตัวชี้วัดที่นำไปใช้การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลสำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในตลาดการเงิน ทั้งหมดนี้เป็น “ตัวชี้วัดบังคับที่จำเป็นต้องรายงาน” บัญชีที่ 1 จึงประกอบไปด้วย 16 ตัวชี้วัดใน 7 ด้านดังนี้:

      1. การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
      2. ความหลากหลายทางชีวภาพ
      3. น้ำ
      4. ขยะ
      5. ประเด็นด้านสังคม และพนักงาน
      6. เชื้อเพลิงฟิสซิล (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)
      7. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)

      บัญชีที่ 2: ตัวชี้วัดเพิ่มเติมทางสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม โดยหัวข้อเหล่านี้ถูกพิจารณาให้เป็นทางเลือกเท่านั้น ถึงแม้ว่า “ผู้มีส่วนร่วมจะต้องรายงานด้วยตัวชี้วัดเพิ่มเติมอย่างน้อย 1 ตัวชี้วัด” เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับก็ตาม บัญชีที่ 2 ประกอบไปด้วย 16 ตัวชี้วัดที่สามารถนำไปใช้สำหรับการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่ลงทุน และ 5 ตัวชี้วัดที่นำไปใช้การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะใน 9 ด้านดังนี้:

      1. การปล่อยมลพิษ
      2. การดำเนินการด้านพลังงาน
      3. การปล่อยมลพิษจากน้ำ ขยะ และวัตถุ (สสาร)
      4. มาตรการรักษาความมั่นคงสีเขียว
      5. การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)
      6. การใช้พลังงาน (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)
      7. ขยะ Waste (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)
      8. การใช้ทรัพยากร (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)
      9. ความหลากหลายทางชีวภาพ (ตัวชี้วัดเฉพาะสำหรับอสังหาริมทรัพย์)

      บัญชีที่ 3: ตัวชี้วัดเพิ่มเติมในประเด็นทางสังคม และพนักงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน การต่อต้านการทุจริต และการต่อต้านการติดสินบน โดยหัวข้อเหล่านี้ถูกพิจารณาให้เป็นทางเลือกเท่านั้น ถึงแม้ว่า “ผู้มีส่วนร่วมจะต้องรายงานด้วยตัวชี้วัดเพิ่มเติมอย่างน้อย 1 ตัวชี้วัด” เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับก็ตาม บัญชีที่ 3 ประกอบไปด้วย 17 ตัวชี้วัดใน 3 ด้านดังนี้:

      1. ประเด็นทางสังคม และพนักงาน Social and employee matters
      2. สิทธิมนุษยชน Human rights
      3. การต่อต้านการทุจริต และการติดสินบน

      ประเด็นต่างๆใน 3 บัญชีที่กล่าวมาข้างต้นจะถูกรายงานผ่านเครื่องมือ (ออนไลน์) ที่ช่วยผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการเสนอรายงานดังต่อไปนี้:

      เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อให้การประมวลผลข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มประสทธิภาพของข้อมูลยกตัวอย่างเช่น

      *หมายเหตุ คำว่า “บัญชี” ในที่นี้ใช้เพื่อการอ้างอิงถึงตัวชี้วัดต่างๆ ในประเด็นที่เป็นข้อบังคับ และประเด็นเพิ่มเติมตามแม่แบบที่สหภาพยุโรปกำหนดเท่านั้น หากแต่ในการประเมินของ SFDR นั้นไม่ได้ใช้คำว่า “บัญชี” ตามความหมายนี้ แต่ใช้รูปแบบ “ตาราง” ในการรายงาน

      เป้าหมายการประเมินต่างๆ ของ GRESB คือเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญด้าน ESG ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินการด้านความยั่งยืนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน และสินทรัพย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลและความเข้าใจอย่างถ่องแท้เหล่านี้เกิดจากการที่นักลงทุนใช้ข้อมูลในการประเมินการเปิดเผยข้อมูลขององค์กรเกี่ยวกับความเสี่ยงมากมาย และโอกาสใหม่ไ ในการลงทุนในองค์กรที่มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ในรายละเอียดของโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ ภายใต้กระบวนการพัฒนาได้มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานต่างๆ ในปี  2023 โดยมีการเชื่อมโยงกับกรอบการรายงานอื่นมากขึ้นดังที่แสดงในตารางที่ 1

      อสังหาริมทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน
      IR FrameworkCDP
      CDPPRI
      SASBGRI
      GRISASB
      PRI 
      ตารางที่ 1

      GRESB มีการจัดตารางวิเคราะห์ตัวชี้วัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละกรอบการรายงานภายนอก ซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงกับตัวชี้วัดที่เฉพาะเจาะจงในมาตรฐานของ GRESB ได้ อีกทั้ง GRESB ได้วิเคราะห์ระดับความสอดคล้องระหว่างตัวชี้วัดของ GRESB กับตัวชี้วัดของกรอบการรายงานภายนอกด้วย (GRESB 7, 2023). GRESB มีการเก็บ ตรวจสอบ ให้คะแนน และสร้างเกณฑ์มาตรฐานของข้อมูลด้าน ESG อย่างเป็นอิสระเพื่อที่จะนำเสนอความรู้ทางธุรกิจ เครื่องมือสำหรับการทำงาน และคำอธิบายข้อกำหนดการรายงานสำหรับนักลงทุน ผู้จัดการสินทรัพย์ ในอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น GRES มีหลักการที่เข้มงวด และกรอบการรายงานที่สอดคล้องเพื่อประเมินการดำเนินการด้าน  ESG ของสินทรัพย์ส่วนบุคคล และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนบนพื้นฐานของการเปิดเผยข้อมูลด้วยตนเอง โดยการประเมินการดำเนินการต่างๆ จะได้รับการแนะนำโดยอ้างอิงจากสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ และอุตสาหกรรมในวงกว้างคิดว่าเป็นสาระสำคัญ และคำแนะนำเหล่านั้นจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อตกลงปารีส หรือกรอบการรายงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สมาชิก GRESB จะต้องรายงานข้อมูลเหล่านั้นผ่านเครื่องมือการประเมินของ GRESB ในทุกรอบปีปฏิทิน และจะต้องผ่านการรับรอง และให้คะแนนโดยบุคคลที่สามก่อนที่จะเกิดเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมดังนี้:

      โดยแต่ละปี GRESB จะตีพิมพ์ข้อมูลมาตรฐ่านที่เป็นผลรวมการใช้เกณฑ์ในระดับสากลที่แสดงให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบั342นของ ESG ในอุตสาหกรรม ตัวเกณฑ์เองจะถูกพัฒนาตลอดเวลาเพื่อทำให้แน่ใจว่าผลคะแนนสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามที่คาดหวัง (GRESB 8, 2023)

      References:

      AccountAbility (2018) AA1000 AccountAbility Principles. [online] New York: AccountAbility. Available from: https://www.accountability.org/standards/aa1000-accountability-principles/ [Accessed on 19 July 2023].

      GRESB 1 (2023) GRESB Foundation. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/gresb-foundation/ [Accessed on 17 July 2023].

      GRESB 2 (2023) ESG Frameworks and Stakeholder Engagement. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/esg-frameworks-and-stakeholder-engagement/ [Accessed on 17 July 2023].

      GRESB 3 (2023) SFDR Reporting Solution. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/products/sfdr-reporting/ [Accessed on 17 July 2023].

      GRESB 4 (2023) GRESB Documents. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://documents.gresb.com/ [Accessed on 17 July 2023].

      GRESB 5 (2023) Partner Directory. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/gresb-partners/ [Accessed on 22 July 2023].

      GRESB 6 (2023) GRESB Real Asset Spreadsheet. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/?s=asset+spreadsheet [Accessed on 22 July 2023].

      GRESB 7 (2023) How GRESB Aligns with Common ESG Reporting Frameworks. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from https://www.gresb.com/nl-en/how-gresb-aligns-with-common-esg-reporting-frameworks/ [Accessed on 17 July 2023].

      GRESB 8 (2023) How We Work. [online] Amsterdam: Global Real Estate Sustainability Benchmark. Available from: https://www.gresb.com/nl-en/about-us/ [Accessed on 17 July 2023].

      กรอบการรายงาน ESG แบบแนะนำที่นิยม: Value Reporting Foundation (VRF)

      VRF ภายใต้มาตรฐาน SASB เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะช่วยในการพัฒนาการรายงานตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของ IFRS Sustainability Disclosure Standards ในขณะที่กรอบการรายงาน Integrated Reporting <IR> นำเสนอแนวทางการเชื่อมโยงในการเปิดเผยข้อมูลระหว่างข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ดังนั้นจึงเกิดการรวมเป็นหนึ่งของผู้ผลักดันเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาด (เป็นการรวมบริษัท นักลงทุน และผู้มีอำนาจควบคุม) และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจภาพรวมของภูมิทัศน์ด้านความยั่งยืน ตามแนวทางการรวมเป็นหนึ่งนี้ Climate Disclosure Standards Board (CDSB) ก็ได้ถูกรวมเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของ IFRS Foundation ด้วย (IFRS, 1., 2022) โดย VRF ที่รวมกับ IIRC มาก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับการทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ และตัดสินใจทางธุรกิจที่สอดคล้องกับสิ่งที่ SASB ให้ความสำคัญเพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อยู่แล้ว ดังนั้นทั้ง 2 องค์กรจึงมีความเชื่อเดียวบนพื้นฐานว่าการรายงานสู่ภายนอกสามารถสร้างภาษากลางระหว่างองค์กรธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังช่วยทั้งองค์กร และนักลงทุนให้เข้าใจถึงการสร้าง การคงอยู่ และการเสื่อมคุณค่าตามกาลเวลา VRF ประกอบไปด้วยชุดเครื่องมือที่แข็งแรงจาก 3 แหล่งที่มาดังนี้:

      เมื่อใช้เครื่องมือต่างๆ ของ VRF ร่วมกันแล้วจะก่อให้เกิดวงจรการป้อนกลับของข้อมูลที่ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้องค์กรธุรกิจ และนักลงทุนสามารถสื่อสารถึงคุณค่าองค์กร และการสร้าง การทำให้คงอยู่ และการทำให้เสื่อมคุณค่าตามกาลเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกได้ประโยชน์จากการเติมต็มของกรอบการรายงาน <IR> และมาตรฐานการรายงาน SASB ดังที่แสดงในรูปภาพที่ 1

      รูปภาพที่ 1

      ความชัดเจนในการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ของ VRF ร่วมกัน

      กรอบการรายงาน <IR> และมาตรฐานการรายงาน SASB คือสิ่งที่เติมเต็มกันและกันเพื่อให้องตค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถใช้เพื่อทำให้การรายงานมีความสมบูรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่ <IR> และ SASB เตรียมไว้ให้เป็นเครื่องมือสำคัญการรายยงานในรูปแบบของบริบท และกิจกรรมเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับระบบการตรวจวัดเชิงปริมาณสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ ท่ามกลางการเติบโตของขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับความยั่งยืน กรอบและมาตรฐานต่างๆ ถูกพัฒนาเพื่อเป็นพื้นฐานของชั้นการรายงานอันประกอบไปด้วยความตรงประเด็น การเปรียบเทียบได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ซึ่งแต่ละกรอบ และมาตรฐานก็จะมีประโยชน์ในการช่วยให้องค์กรต่างๆ เข้าใจ และรายงานเกี่ยวกับตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการสร้างคุณค่าในระยะยาวในรูปแบบที่แตกต่างกันตามแต่วัตถุประสงค์

      กรอบการรายงาน <IR> ช่วยองค์กรต่างๆในการอธิบายถึงการสร้าง ทำให้คงอยู่ และการทำให้เสื่อมคุณค่าด้วยการแนะนำหลักการ และองค์ประกอบของประเด็นต่างๆ ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้โดยมองสิ่งที่มากกว่าพฤติกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว หลักการดังกล่าวช่วยให้องค์กรแสดงให้เห็นถึงการที่องค์กรบริหารจัดการทุนใน 6 รูปแบบ: ทุนทางการเงิน ทุนทางการผลิต ทุนทางปัญญา ทุนมนุษย์ ทุนความสัมพันธ์ทางสังคม และทุนทางธรรมชาติ การรายงานเชิงบูรณาการให้ประโยชน์ต่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยภายในก่อให้เกิดการสื่อสาร และความร่วมมือระหว่างแผนกต่างๆ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาการตัดสินใจโดยสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อทรัพยากร และความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาวของธุรกิจ นอกจากนั้นการรายงานเชิงบูรณาการยังช่วยให้องค์กรสามารถประเมินการกำกับดูแลกิจการ การดำเนินการ และความคาดหวังในอนาคตภายใต้บริบทของสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงช่วยในการนำเสนอภาพรวมของธุรกิจต่อนักลงทุน และผู้ใช้งานรายงานเชิงบูรณาการอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยมาตรฐาน SASB เป็นตัวช่วยที่ทำให้ระเบียบวิธีที่เป็นหลักการพื้นฐานของกรอบการรายงาน <IR> สมบูรณ์ การรายงานเชิงบูรณาการนำเสนอบริบทที่สำคัญสำหรับสร้างความเข้าใจถึงจุดยืนของธุรกิจในปัจจุบัน ความคาดหวังในอนาคต และสถานการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้องที่องค์กรสามารถดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ต่อนักลงทุนโดยการนำเสนอคุณภาพของกระบวนการคิด และการวางแผนกลยุทธ์ของกรรมการบริหารอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามการรายงานเชิงบูรณาการควรอยู่ในรูปแบบเชิงพรรณนาที่มีความกระชับ และมีการเชื่อมโยงของข้อมูลเพื่อที่จะสามารถนำเสนอคำอธิบายที่มีประโยชน์ และบริบทแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐาน SASB อีกด้านหนึ่งมาตรฐาน SASB ระบุถึงหน่วยย่อยของประเด็นด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) อันเป็นผลกระทบต่อสมรรถนะทางการเงินของธุรกิจตัวอย่างในอุตสาหกรรมต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ องค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และการตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ต่อการรายงานโดยเริ่มจากการใช้หัวข้อหน่วยย่อยเหล่านี้ แล้วจึงค่อยพัฒนาการดำเนินการ และการเปิดเผยข้อมูลในปีต่อๆ ไป SASB จัดเตรียมมาตรฐาน และข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นด้าน ESG ต่างๆ ที่มีความสอดคล้อง เปรียบเทียบได้ และมีความน่าเชื่อถือที่สัมพันธ์กับสมรรถนะทางการเงิน และคุณค่าขององค์กรมากที่สุดให้กับนักลงทุน  อันประกอบด้วย 6 ประเด็นการเปิดเผยข้อมูล และ 13 การตรวจวัดการเปิดเผยข้อมูลในแต่ละอุตสาหกรรม ดังนั้นมาตรฐาน SASB จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรต่างๆ ในการเริ่มต้นเส้นทางการรายงาน ESG โดยหลายๆ องค์กรธุรกิจใช้งานทั้งกรอบ <IR> และมาตรฐาน SASB ในการส่งเสริมข้อมูลซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากนั้นมาตรฐาน SASB ยังนำเสนอข้อมูลที่สามารถเปรียบเทียบได้ในแง่ความเสี่ยง และโอกาสธุรกิจที่สำคัญที่อยู่ในขอบเขตของการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิมอีกด้วย

      ประโยชน์ทางธุรกิจต่อภายในองค์กร

                      การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินกิจการถูกเข้าใจว่าทั้งซับซ้อน และสร้างความสับสนมาโดยตลอด เนื่องจากความกว้างของกรอบการรายงาน และมาตรฐานการรายงานที่สามารถทำให้เกิดความตึงเครียดในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ขององค์กร ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของภูมิทัศน์การรายงานนี้กรอบการรายงาน <IR> และมาตรฐาน SASB นำเสนอคำอธิบายที่มีประสิทธิภาพต่อการรายงานขององค์กรด้วยระบบที่แข็งแรงเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลทั้งด้านความยั่งยืน และการเงิน กรอบการรายงาน <IR> และมาตรฐาน SASB ได้จัดเตรียมแนวทางตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงการรายงานคุณภาพสูงในประเด็นที่นักลงทุนสนใจ กรอบการรายงาน <IR> จะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจ และสื่อสารเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร (ทุน) ได้ง่ายขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการสร้างคุณค่าต่อองค์กรตลอดการดำเนินกิจการ ส่วนมาตรฐาน SASB ช่วยให้องค์กรสามารถรายงานข้อมูล ESG ที่สำคัญต่อธุรกิจ และสามารถเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นได้ด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวขับเคลื่อนที่เกี่ยวกับความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ และข้อมูลทั่วไปที่เป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วไป โดยหลังจากที่ใช้กรอบการรายงาน SASB ในการช่วยรายงานแล้ว การรายงานจะฉายภาพของ 1) ความเข้มงวดในอุตสาหกรรมเฉพาะ 2) หลักฐานเชิงปริมาณที่เพียงพอต่อการสนับสนุนการบรรยายความในการรายงานเชิงบูรณาการและ 3) การเปรียบเทียบได้อย่างลึกซึ้งกับผู้เล่นที่อยู่ในระดับเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น Badische Anilin and Sodafabrik (BASF) สามารถเน้นการรายงานเกี่ยวกับประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ได้อย่างกระชับขึ้นเมื่อใช้มาตรฐาน SASB เช่นการบริหารจัดการขยะอันตราย หรือ Unilever ผู้จัดจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคสัญชาติอังกฤษที่สามารถระบุประเด็นความยั่งยืนที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ส่วนตัว และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนเช่น ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มเป็นต้น (SASB Standards, 2021).

      ประโยชน์ทางธุรกิจต่อภายนอกองค์กร และนักลงทุน

                      องค์กรธุรกิจต่างๆสามารถใช้กรอบการรายงาน <IR> และกรอบ SASB ในการฉายภาพรวมการสร้างคุณค่าระยะยาวที่สมบูรณ์ในขณะที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ในเวลาเดียวกันด้วยข้อมูลที่มีคงามสอดคล้อง เปรียบเทียบได้ และน่าเชื่อถือ การรายงานด้วยการใช้ทั้ง 2 เครื่องมือสามารถช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจขององค์กรที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุน และผู้สนับสนุนเงินทุนในด้านต่างๆ นักลงทุนต่างๆ ไม่ได้มีความต้องการเหมือนกันไปหมด พวกเขามีกลยุทธ์และการให้ความสำคัญกับการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นองค์กรธุรกิจควรมีการทำงานร่วมกับนักลงทุนโดยตรง เพื่อที่จะเข้าใจความต้องการ และสิ่งที่นักลงทุนสนใจอย่างแท้จริง รวมถึงในทางกลับกันองค์กรควรมีการบอกเล่าเรื่องราวขององค์กรให้นักลงทุนได้รับทราบด้วย กรอบการรายงาน <IR> และกรอบ SASB จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเพิ่มความแข็งแรง พัฒนา และสร้างความชัดเจนให้กับเรื่องราวการสร้างคุณค่าขององค์กร BASF ควบคุมแผนการดำเนินการ “ESG สู่การสร้างคุณค่า” เพื่อให้ความสำคัญ และเผยแพร่ความคิดริเริ่ม และการดำเนินการด้านความยั่งยืนต่างๆ โดยเ(พาะอย่างยิ่งการปล่อยตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ครั้งแรกในปี 2020 โดย BASF พบว่าการรายงาน และการพัฒนาสมรรถนะด้านต่างๆ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนทางการเงินไดมากขึ้นเป็นลำดับ และ BASF ทำให้ตราสารหนี้สีเขียวกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญได้ ทั้งที่โดยปกติจะไม่ค่อยมีตราสารหนี้สีเขียวมนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ BASF จึงถือว่านี่คือความสำเร็จขององค์กรที่ดเกิดจากการรายงานโดยใช้กรอบ <IR> นักลงทุนต่างๆ จึงพลอยได้ชื่อเสียงจากการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และการดำเนินการด้าน ESG จนทำให้ตราสารหนี้สีเขียวของ BASF มีความข็งแกร่ง และน่าเชื่อถือ นักลงทุนให้ข้อมูลที่สำคัญเพิ่มเติมว่าความไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการเปิดเผยข้อมูลขององค์กร และการที่นักลงทุนสามารถเห็นได้ว่าเงินทุนถูกใช้ไปกับการบริหารจัดการธุรกิจในประเด็นที่เกี่ยวกับความยั่งยืนไหน และอย่างไรบ้าง อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน SASB ยังส่งผลกระทบต่อด้านนักลงทุนสัมพันธ์ในเชิงบวก เนื่องจากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเห็นความสอดคล้อง การเปรียบเทียบได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างจริงจัง และเนื่องจากธุรกิจของ BASF จัดเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะจึงทำให้ระบบการตรวจวัดเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระทางการเงิน นอกเหนือจากนั้นมาตรฐาน SASB ยังสามารถผสมผสานการตัดสินใจด้าน ESG เข้ากับการตัดสินใจด้านการลงทุน และการดูแลในหลักทรัพย์ และสินทรัพย์ต่างๆ ขององค์กรในด้านอื่นๆ รวมถึงนำเสนอข้อมูลในการเปรียบเทียบ และวิเคราะห์ระบบนิเวศขององค์กรที่สนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุนอีกด้วย

      การสื่อสารจากภายในสู่ภายนอก

                      การเปิดเผยข้อมูลด้วยกรอบ <IR> และมาตรฐาน SASB สามารถสร้างวงจรการสร้างข้อมูลป้อนกลับที่มั่นใจได้ระหว่างองค์กรธุรกิจ และนักลงทุน ความน่าเชื่อถือของวงจรการป้อนข้อมูลย้อนกลับนี้ช่วยในการสื่อสารถึงกระบวนการ และง่ายต่อการพัฒนาในอนาคตตลอดระยะเวลาดำเนินกิจการ และการรายงานถึงกระบวนการด้วยกรอบ <IR> และมาตรฐาน SASB จะสามารถสร้างวงจรการป้อนข้อมูลย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อองค์กรธุรกิจมีวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนเท่านั้นดังที่แสดงในรูปภาพที่ 2

      รูปภาพที่ 2

      โดยข้อมูลป้อนกลับทั้งหมดจะมีหน้าตาที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร และจะถูกแสดงผลออกมาผ่านการกำหนดกลยุทธ์องค์กร การปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร หรือการพัฒนากระบวนการกำกับดูแลกิจการ วงจรการป้อนข้อมูลย้อนกลับจะช่วยยืนยันว่าทรัพยากร (ทุน) ได้ถูกจัดสรรปันส่วนอย่างมีประสิทธิภาพในการได้มาซึ่งคุณค่าสูงสุด สำหรับทุกแผนการทั้งในระสั้น กลาง และยาว หลายองค์กรธุรกิจได้อธิบายถึงระเบียบวิธีแบบองค์รวมนี้ผ่านการบูรณาการความยั่งยืนหรือ ESG เข้ากับ DNA ขององค์กร ในทำนองเดียวกันประเด็นด้านความยั่งยืนต่างๆ ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรม และการบูรณาการ ESG เข้ากับแต่ละหน่วยงานภายในองค์กรก็แตกต่างกันตามแต่ละรูปแบบการดำเนินธุรกิจเช่นกัน ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลด้วยกรอบ <IR> และมาตรฐาน SASB จึงเป็นมากกว่าการใช้เพื่อสื่อสาร แต่เครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยในการทำลายกำแพงของการดำเนินการภายในองค์กร สร้างการเชื่อมโยงของการทำงานระหว่างหน่วยงานในองค์กร และยกระดับการตัดสินใจทางธุรกิจอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการคิดเชิงบูรณาการอันจะช่วยให้กรรมการ และคณะผู้บริหารได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างคุณค่าองค์กรของพวกเขาด้วย และพวกเขาจะมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร และความสัมพันธ์ (ข้อได้เปรียบ) ที่องค์กรพึ่งพาอยู่ ความเสี่ยงที่องค์กรเผชิญอยู่ และผลลัพธ์ทางการเงิน และไม่ใช่การเงินที่องค์กรสร้าง

      การเสียสละเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

                      การเปิดเผยข้อมูล และความโปร่งใสคือคำตอบ: ธุรกิจที่มีการรายงาน และการตัดสินใจที่ดีนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยองค์กรธุรกิจที่มีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และการรายงานเชิงบูรณาการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัฎจักรซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ นักลงทุน สังคม และโลกของเราดังแสดงในรูปภาพที่ 3

      รูปภาพที่ 3

      References:
      1. IFRS, 1. (2022) IFRS Foundation Completes Consolidation with Value Reporting Foundation. [online] Delaware: Integrated Reporting (now part of IFRS Foundation). Available from: https://www.ifrs.org/news-and-events/news/2022/08/ifrs-foundation-completes-consolidation-with-value-reporting-foundation/# [Access 21 June 2023].
      2. SASB Standards (2021) Complementary Tools: Using the <IR> Framework and SASB Standards Together. [online] Delaware: SASB Standards (now part of IFRS Foundation). Available from: https://sasb.org/knowledge-hub/complementary-tools-using-the-framework-and-sasb-standards-together/ [Access 21 June 2023].

      ความสำคัญของ ESG ต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

      แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG)

      แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG) กำลังกลายเป็นใจความสำคัญของตลาดทุนสำหรับการเพิ่มคุณค่าตลาดโดยคำนึงถึงคุณค่าสำหรับคนรุ่นหลังเป็นสำคัญ โดยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิทธิมนุษยชน ลูกค้าสัมพันธ์ ห่วงโซ่อุปทาน หลักปฏิบัติของคณะกรรมการบริหาร ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลด้านต่างๆ เช่นภาษี หรือ สวัสดิภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นต้น อีกทั้งความสนใจของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกิจการที่มีความยั่งยืนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวบนพื้นฐานแนวคิดที่มองว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่การทำบุญหรือการทำการกุศลอีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน (Courtnell, J., 2022) นิตยสารสัญชาติอังกฤษอย่าง The Fintech Times ระบุว่าการรายงาน ESG เป็นการเปิดเผยข้อมูลและอธิบายถึงผลกระทบและการเพิ่มคุณค่าขององค์กรโดยการสรุปกิจกรรมต่างๆขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความสำเร็จและผลกระทบเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุนอย่างโปร่งใส โดยข้อมูลระบุอีกว่าอัตราสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 27,000 ล้านยูโร ในปี 2560 เป็น 102,000 ล้านยูโรในปี 2562 แสดงให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในยุโรปตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารองค์กรด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนและผลกระทบขององค์กรผ่านรายงาน ESG และใช้รายงานเหล่านั้นเป็นเครื่องยืนยันในการเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจด้วยความสมัครใจถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อบังคับที่เป็นรูปธรรมก็ตาม (The Fintech Times, 2022) ทว่าตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไปองค์กรต่างๆจะเริ่มถูกบีบให้รายงานความยั่งยืน โดยความเข้มข้นของข้อบังคับขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2566 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เสนอแผนการจัดทำกฎหมายใหม่ของ EU ที่กำหนดให้องค์กรขนาดใหญ่ทั้งหลายเผยแพร่รายงานการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ช่วยให้นักลงทุน ผู้บริโภค ผู้วางเงื่อนไข และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ได้ประเมินผลประกอบการที่ไม่เกี่ยวกับการเงินพร้อมกับส่งเสริมแนวทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรียกว่า Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) (Bureau Veritas, 2023) ซึ่งจะมาแทนกฏหมายเก่าอย่าง Non-Financial Reporting Directive (NFRD) ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปถึง 50,000 บริษัท ทั้งบริษัทจดทะเบียน (Listed Company) และกิจการที่มีส่วนได้ส่วนเสียสาธารณะ (Public-Interest Entities) ที่ต้องยื่นรายงานความยั่งยืนในรอบปี 2566 นี้ ส่วนในประเทศไทยเองตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มมีการกำกับดูแลกิจการด้วยการออกระเบียบว่าด้วย “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2555” เพื่อเป็นหลักในการตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทจดทะเบียน ประกอบไปด้วย 4 หมวด ได้แก่ 1) สิทธิของผู้ถือหุ้น 2) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน 3) บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (SET, 2012) จากนั้นในปี 2559 “Checklist พิชิตธุรกิจยั่งยืน ฉบับ SME” ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือที่อธิบายถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Antong, P.and Ekachaiphaiboon, S., 2016) และ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ก็ได้ประกาศ “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2560” เพื่อเป็นหลักปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระยะยาว น่าเชื่อถือและสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน (CG Thailand, 2017) ประกอบด้วย 8 หลักปฏิบัติอาทิ ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการในฐานะผู้นำองค์กรที่สร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการที่เป็นไปเพื่อความยั่งยืนและดูแลให้มีระบบบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสมเป็นต้น และล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำ “คู่มือการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน ฯลฯ สำหรับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (Santhayati, N. et al., 2020) อีกทั้งในส่วนของการบริหารความเสี่ยงนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้นำ COSO-ERM 2017 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) ซึ่งเป็นคณะกรรมการของสถาบันวิชาชีพ 5 สถาบัน ในสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ 1)สมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Institute of Certified Public Accountants หรือ AICPA) 2) สมาคมผู้ตรวจสอบภายใน (The Institute of Internal Auditor หรือ IIA) 3) สมาคมผู้บริหารการเงิน (The Financial Executives Institute หรือ FEI) 4) สมาคมนักบัญชีแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Accounting Association หรือ AAA) 5) สมาคมนักบัญชีเพื่อการบริหาร (Institute of Management Accountants หรือ IMA) (Kamhaengpol, T, 2016) และ WBCSD (World Business Council for Sustainable Development) มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงในรูปของความเสี่ยง ESG (Chayaviwattanawong, C., 2018) เห็นได้ชัดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ กลต. ได้มีความพยายามผลักดันด้านความยั่งยืนมาตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาและหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับในการสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทในกำกับก็มีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับไม่ต่างจากกระแสจากทั่วโลก

      ทำความเข้าใจความสำคัญของการรายงานความยั่งยืน

      การทำความเข้าใจความสำคัญของการรายงานความยั่งยืนนั้นควรเริ่มจากการปรับแนวความคิดเสียใหม่ว่าการทำ ESG นั้นไม่ใช่ภาระแต่เป็นมาตรการเพื่อแสดงความโปร่งใส และความโปร่งใสนี้เองจะนำมาซึ่งเงินทุนและการสร้างสรรค์วิธีการสำหรับต่อกรกับความท้าทายระดับโลกที่เกี่ยวเนื่องกับ “เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)” ของสหประชาชาติอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเท่าเทียม หรือความมั่นคงในชีวิตเป็นต้น ความโปร่งใสยังเป็นกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกับบุคคลภายนอกและการพัฒนาที่ทำได้จริงเนื่องจากสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนหรือผู้ให้กู้มีแนวโน้มว่าจะใช้ความโปร่งใสที่รายงานด้วยแนวคิด ESG ในการประเมินความเสี่ยง และความเป็นไปได้เกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินในอนาคต นอกจากนั้นผู้บริโภคเองก็ต้องการสินค้าและ/หรือบริการจากแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมเช่นกัน (Courtnell, J., 2022) ข้อมูลจาก The First Insight (2023) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะ Gen Z (เกิดช่วงปี 2538-2552) มีความต้องการสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจังโดยมีอัตราการซื้อสินค้าและ/หรือบริการถึง 62% และพวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มอีก 10% สำหรับสินค้าและ/หรือบริการที่ยั่งยืนจากการจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและ/หรือบริการทั่วไป นอกเหนือจากนั้น 79% ของพนักงานกลุ่ม Millennial (เกิดช่วงปี 2524-2538) มีการประเมินถึงแนวทางการดำเนินการด้านความยั่งยืนของผู้ว่าจ้างก่อนตัดสินใจร่วมงานด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่าการส่งเสริมนโยบายด้าน ESG สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมาทำงานได้ดีกว่า (Cone, C., 2022)  ในขณะที่ MSCI (2021) ให้ข้อมูลว่าการลงทุนในธุรกิจที่แสดงออกถึงความยั่งยืนนั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในกลุ่ม Gen Z หรือ Millennial เท่านั้นแต่ยังกำลังขยายไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมหลักอาทิ นักลงทุนสถาบันและบริษัทจดทะเบียนอีกด้วย ส่วนในมุมของการวางแผนประยุกต์ใช้กลยุทธ์ด้าน ESG องค์กรต่างๆจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายในการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG Risk)ให้ชัดเจน จากนั้นจึงวัดผลตามหลักฐานการดำเนินการที่เกิดขึ้นจริงอย่างโปร่งใสเป็นรายปี ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรต่างๆควรกำหนดกิจกรรมที่สร้างสรรค์และทำได้จริงเพื่อสนันสนุนการบรรลุเป้าหมาย ESG ขององค์กรเหล่านั้น (Courtnell, J., 2022) Korn Ferry ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาองค์กรในระดับสากลได้ให้ความหมาย ESG ว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าจะมาบ่ายเบี่ยง โดยที่องค์กรต้องระบุเป้าหมายให้ชัดเจนจากนั้นต้องพัฒนาทักษะ ความสามารถ ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมไปในแนวทางเดียวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ ในส่วนการกำหนดเป้าหมายนั้นองค์กรควรเริ่มจากกำหนดนโยบายจากคณะกรรมการบริหาร (Tone of the top) โดยการให้คำมั่นสัญญาต่อเป้าหมายและปฏิบัติเป็นประจำเพื่อแสดงความเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีให้บุคลากรในองค์กร หลังจากที่ผู้นำแสดงถึงทิศทางความเปลี่ยนแปลงแล้วนั่นถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายวัตถุประสงค์และเป้าหมายสู่วัฒนธรรมทั่วทั้งองค์กรและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ลงมือทำและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างถาวร ชุดเป้าหมายต่างๆควรเป็นที่ยอมรับและมีการวัดผลการดำเนินการทั้งในแง่กลยุทธ์และการปฏิบัติเป็นประจำไม่ว่าจะด้วยการวัดผลเชิงปริมาณหรือคุณภาพ (Korn Ferry, 2023) และลึกไปกว่านั้นแต่ละองค์กรควรเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ESG ทั้งจากทุกหน่วยงานในองค์กรและผู้มีส่วนไดส่วนเสียเพื่อนำมาประเมินว่าแง่มุมใดเหมาะสมกับองค์กรนั้นๆมากที่สุดเรียกว่า “กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ” ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์ต่างๆสามารถช่วยให้การเก็บข้อมูลมากมมายเป็นไปอย่างง่ายดายและสามารถเชื่อมโยงกับข้อกำหนดต่างๆได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเลือกกรอบการรายงานที่ต้องการใช้และแสดงความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความโปร่งใสในการได้มาซึ่งข้อมูลอย่างชัดเจนและสุดท้ายสื่อสารให้ทั้งผู้ถือหุ้นและสาธารณะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายงาน ESG กับกลยุทธ์ธุรกิจ (The Fintech Times, 2022)

      ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

      จากหลักฐานที่กล่าวมาแสดงถึงความพยายามผลักดันแนวคิดด้านความยั่งยืนของภาคทุนทั่วโลก เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเริ่มแรกอาจดูเหมือนไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเนื่องจากกรอบความยั่งยืนที่ทั้งกว้างและลึก อีกทั้งยังเป็นแนวความคิดที่ตรงข้ามกับแนวคิดอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ ประเด็นเหล่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในหลากหลายแง่มุมทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และสังคมมากว่า 20 ปี ตั้งแต่มีการประชุม “พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)” ในปี 2540 จนถึงการประชุม “การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC (COP)” ในปี 2565 การพัฒนาเหล่านั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการดำเนินชีวิตทั่วโลกในหลากหลายแง่มุมโดนเฉพาะในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ESG จะเป็นส่วนสำคัญในการกำกับดูแลกิจกรรมในการการดำเนินกิจการทั้งภาครัฐและเอกชนถึงแม้ว่าในปัจจุบันการเสนอรายงาน ESG จะยังอยู่ในรูปแบบสมัครใจก็ตาม แต่ในอนาคตอันใกล้การเสนอรายงาน ESG ภาคบังคับจะถูกนำมาบังคับใช้อย่างแน่นอนดังนั้นองค์กรต่างๆ ควรเริ่มทำความคุ้นเคยกับเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการนำ ESG มาใช้ในองค์กร มีการคาดการณ์จาก Deloitte Center for Financial Services (DCFS) ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารการลงทุนกว่าครึ่งในสหรัฐอเมริกาจะมีการผลักดันข้อบังคับ ESG ในสินทรัพย์ถาวรอย่างจริงจังก่อนปี 2568 เนื่องจากแรงกดดันจากผู้บริโภค และเนื่องจากเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพและภาพของการออกข้อบังคับชัดเจนมากขึ้นส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีปัจจัย ESG มากขึ้นในกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนของนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและการค้าปลีก อีกทั้งยังมีการประเมินว่าอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CARG) จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 16% ในปี 2568 (Collins, Sean, 2020) อย่างไรก็ตามกฏหมายและข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวกับการรายงาน ESG มีแนวโน้มที่จะถูกปรับให้เหมาะสมกับกฎหมายอื่นๆที่มีอยู่เดิมและอัตราส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศมากกว่าการใช้ตัวชี้วัดอื่นๆที่จับต้องไม่ได้ อย่างเช่น การรับรู้ทางสังคมหรือความเป็นอยู่ที่ดีเป็นต้น ดังนั้นการลงทุนกับพนักงานและทรัพยากรในการติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จำเป็น ข้อเสนอแนะ กรอบการรายงาน ของแต่ละประเทศที่องค์กรนั้นๆดำเนินกิจการอยู่และดำเนินกิจการด้วยอย่างใกล้ชิดเนื่องในบางองค์กรต้องการระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากปัจจัยความซับซ้อน งบประมาณ และกระบวนการที่อาจผิดพลาด (Abigali Y., 2022)


      International References:

      1. Abigali Yu (2022) The Global State of Mandatory ESG Disclosures. [online] London: Azeus Convene. Available from: https://www.azeusconvene.com/esg/articles/the-global-state-of-mandatory-esg-disclosures [Access 10 May 2023].
      2. Collin, Sean (2020) Advancing Environmental, Social, and Governance Investing: A Holistic Approach for Investment Management Firm. [online] Washington, DC: Deloitte Insights. Available from: https://www2.deloitte.com/us/en/insights/industry/financial-services/esg-investing-performance.html [Access 9 May 203].
      3. Cone, Coral (2022) Engaging Employees at the Intersection of Purpose and Philanthropy. [online] Massachusetts: 3BL CSR Wire. Available from: https://www.csrwire.com/press_releases/760906-engaging-employees-intersection-purpose-and-philanthropy [Access 9 May 2023].
      4. Courtnell, Jane (2022) ESG Reporting Preparation Guide: What is ESG Reporting? [online] Texas: Green Business Bureau. Available from: https://greenbusinessbureau.com/business-function/finance-accounting/esg-reporting-what-is-esg-reporting/ [Access 9 May 2023].
      5. Korn Ferry (2023) Critical ESG & Sustainability Question: Purpose. [online] New York: Korn Ferry. Available from: https://www.kornferry.com/capabilities/business-transformation/esg-and-sustainability?utm_source=google&utm_medium=ppc&utm_campaign=21-09-na-environmental-social-governance&utm_content=esg-and-sustainability&utm_term=esg%20framework&gad=1&gclid=Cj0KCQjwu-KiBhCsARIsAPztUF3E7BZ1VJujXHwc8Fcgo07oA9hMHDW9J5HB4dblQtaLDxkaU-Y82IUaAtHeEALw_wcB [Accessed on 3 May 2023].
      6. The Fintech Times (2022) Planetly: What is ESG Reporting and Why is it Vital for Business. [online] London: The Fintech Times. Available from: https://thefintechtimes.com/planetly-what-is-esg-reporting-and-why-is-it-vital-for-businesses/ [Accessed 9 May 2023].
      7. The First Insight (2023) The Stage of Consumer Spending: Gen Z Shoppers Demand Sustainable Retail. [online] Pennsylvania: The First Insight. Available from: https://www.firstinsight.com/white-papers-posts/gen-z-shoppers-demand-sustainability [Access 9 May 2023].
      8. MSCI: Morgan Stanley Capital International (2021) The Truth Behind 5 ESG Myths. [online] New York: MSCI Available from: https://www.msci.com/research-and-insights/visualizing-investment-data/fact-check-truth-behind-esg-myths [Access 9 May 2023].

      Thai References: