ทำ ESG ทั้งปี แต่ไม่ได้คะแนนจาก FTSE Russell แก้อย่างไร

เมื่อคะแนน FTSE Russell ESG ไม่เป็นไปตามเป้า ทั้งที่องค์กรของคุณทำนโยบายด้านความยั่งยืนมาแล้วทั้งปี อย่าเพิ่งท้อค่ะ คุณอาจจะแค่ยังจับจุดไม่ถูก มาเริ่มปีใหม่ด้วยการวาง “ระบบเก็บข้อมูล” ที่ทำให้มีแนวโน้มจะได้คะแนนจากการประเมินมากขึ้น

หลายองค์กรได้รับและเห็นผลคะแนน จากการประมินของ FTSE Russell ESG Rating ที่เปิดเผยให้ได้ทราบกันในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอแสดงความยินดีกับองค์กรที่ได้รับคะแนนตามเป้า ส่วนองค์กรที่คะแนนยังไม่ถึงเป้านั้น คุณอาจรู้สึกท้อใจและสงสัยว่า “ทำไมเราทำแผนแผนงานด้าน ESG ตั้งเยอะแล้ว แต่ทำไมคะแนนยังไม่ดีขึ้นตามที่คาด” คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำงานไม่พอหรือน้อยเกินไป แต่อยู่ที่การจัดระบบการเก็บข้อมูล การเก็บเอกสารและหลักฐานอ้างอิง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่ยังไม่เป็นระบบพอให้ผู้ประเมินสามารถเห็นและให้คะแนนได้เต็มที่ บทความนี้จะเป็นแผนปฏิบัติการที่ใช้งานได้จริง ช่วยให้คุณวางระบบเก็บข้อมูล ESG ตลอดทั้งปี เพื่อยกระดับคะแนนอย่างมีหลักการและทำงานได้ต่อเนื่องในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจหลักการประเมิน FTSE Russell ESG Rating

FTSE Russell จะทำการประเมิน ESG จากข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยมีวงจรการอ้างอิงที่มาที่ไปของจ้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งบริษัทจดทะเบียนจะถูกประเมินปีละครั้ง โดยรอบการประเมินมักเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงมีนาคมของปีถัดไป และผลคะแนนจะพร้อมให้ดูประมาณ 4 สัปดาห์หลังการทบทวนดัชนี (Index Review) ในรอบเดือนมิถุนายนและประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมกระบวนการสำคัญคือ ในการประเมินจะมีช่วงที่บริษัทสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติม (Company Review Period) ได้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญให้บริษัทได้ปรับปรุงข้อมูลให้ชัดเจน รวมถึงการอธิบายข้อมูลที่ยังมีคำถามให้กับ FTSE Russell ซึ่งส่งผลให้ได้รับคะแนนมากขึ้นได้ และนี่คือส่วนสรุปของสิ่งที่ควรทำให้ชัดเพื่อให้ได้รับคะแนนจากการประเมินค่ะ

5 เหตุผลหลักที่คะแนนไม่ขึ้น แม้จะทำงานเพิ่ม

จากประสบการณ์ทำงานกับหลายองค์กร พีอาร์อีฯ ขอสรุป 5 ปัญหาพบบ่อยมาให้ค่ะ:

  1. ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีเจ้าภาพ (Data Owner /Job Owner) ในการจัดการที่ชัดเจน
    ข้อมูล ESG มักอยู่คนละทีม คนละไฟล์ ใช้นิยามที่แตกต่างกัน ทำให้เวลาต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานมักพบปัญหาความไม่สอดคล้องหรือหลายครั้งข้อมูลทับซ้อนกัน จนยากต่อการอธิบายและนำไปใช้งานต่อ
  2. หลักฐานไม่เป็นสาธารณะ หรือหาไม่เจอ
    แม้องค์กรจะดำเนินการจริงแต่หลักฐานไม่ได้ถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะหรือไม่สามารถค้นหาเจอได้ง่าย ผู้ประเมินก็ไม่สามารถให้คะแนนได้ ทำให้องค์กรพลาดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย
  3. รอบการเก็บข้อมูลไม่แน่นอน
    การเก็บข้อมูลแบบ “ท้ายปีค่อยรวบรวม” มักทำให้พลาดข้อมูลสำคัญหรือไม่สอดคล้องกับรอบการประเมิน รวมถึงการเก็บข้อมูลรวดเดียวตอนปลายปี นอกจากมีความเสี่ยงที่ข้อมูลตกหล่น ไม่ครบถ้วนแล้วยังถือเป็นงานที่น่าปวดหัวพอสมควรเลยทีเดียว
  4. มีนโยบายแต่ไม่มีการวัดผล มีแผนงานแต่ไม่มีผลลัพธ์
    เนื่องจาก FTSE Russell นั้นประเมินทั้ง “โครงสร้าง” และ “ผลลัพธ์” ถ้ามีแค่นโยบายโดยไม่มี KPI หรือมีแค่ตัวเลขโดยไม่มีกรอบการกำกับดูแล ผู้ประเมินจะมองว่าข้อมูลไม่มีที่มาที่ไปการให้คะแนนก็จะไม่สมบูรณ์
  5. ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องข้อมูล (QA/QC)
    องค์กรที่เปลี่ยนนโยบาย แผนงาน นิยามทุกไตรมาสไม่เห็นความต่อเนื่องของแผนงาน หรือข้อมูลปีนี้เทียบกับปีก่อนไม่ได้ จะทำให้ความน่าเชื่อถือของแผนงานลดลง

ลองเปลี่ยนมุมมองและมาทำให้แผนงานด้าน ESG ของคุณนั้น “ให้คะแนนได้” ไม่ใช่แค่ “ทำได้” หลักการสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คะแนนไม่ได้ขึ้นจากความตั้งใจแต่ขึ้นจาก “ระบบที่พิสูจน์ได้” ดังนั้น การวางระบบเก็บข้อมูล ESG ที่มีประสิทธิภาพจึงสำคัญกว่าการทำกิจกรรม ESG จำนวนมากแต่ไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ

จัดระเบียบการเก็บข้อมูลด้าน ESG เริ่มต้นได้ใน 5 ขั้นตอน

หากคุณไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองเริ่มจากลำดับขั้นตอนตามนี้ เพื่อวางระบบเก็บข้อมูลและยกระดับคะแนนรายงาน ESG ของคุณกัน

1. วิเคราะห์คะแนนและช่องว่าง

เพื่อระบุให้ชัดเจนว่า “คะแนนหายตรงไหน” และ “ควรปรับปรุงอะไรก่อน” ลองสรุปภาพรวมคะแนนจากผลการประเมินล่าสุดแยกตาม Pillar (Environmental, Social, Governance) และจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลตามความเข้มข้นของคะแนน คุณจะได้เห็นรายการ “สิ่งที่ต้องแก้ไขก่อน” เพื่อให้เห็นว่าสิ่งไหนเร่งด่วนและควรจัดการเป็นลำดับแรกๆ อย่าลืมใส่รายชื่อของผู้รับผิดชอบงาน, ผู้ตรวจสอบและผู้อนุมัติสำหรับแต่ละหัวข้อ เพื่อใช้วางแผนการทำงานในขั้นตอนต่อไป

2. สร้างระบบเก็บข้อมูลด้าน

ESG เพื่อเก็บข้อมูลได้อย่างสม่ำเสมอและสามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้ตลอดทั้งปี จัดทำแผนผังของข้อมูลที่ครอบคลุม มักจะประกอบด้วยนิยามของแต่ละตัวชี้วัด, วิธีการเก็บข้อมูล, หน่วยวัด, ขอบเขตการรวบรวมข้อมูล, ปีฐาน (Base Year), แหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อพัฒนาเครื่องมือหรือวิธีการติดตามงานและข้อมูลด้าน ESG ที่ครอบคลุมถึงรายการตัวชี้วัดทั้งหมด, สถานะการรวบรวมข้อมูล, ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานประกอบหรือเอกสารอ้างอิง อย่าลืมกำหนดรอบการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับรอบการประเมินรายปี

3. จัดเตรียมหลักฐานและเอกสารอ้างอิงเพื่อเปิดเผยเป็นสาธารณะ

เพื่อทำให้หลักฐานและข้อมูลอ้างอิงค้นหาได้ง่าย ตรวจสอบได้ และเป็นสาธารณะ จัดทำชุดข้อมูลมาตรฐานเพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกันทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย, ขั้นตอนการปฏิบัติ, การกำหนดการวัดผล KPIs เพื่อให้ทั้งองค์กรเห็นภาพและเดินไปยังเป้าหมายเดียวกัน

4. ออกแบบการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)

ควรทำให้ข้อมูลที่ต้องการเปิดเผยมีความชัดเจน เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และตรงกับคำสำคัญ (keyword) ของ FTSE Russell โดยปรับโครงสร้างรายงานและหน้าเว็บไซต์ที่เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ให้ค้นหาได้ง่าย มีโครงสร้างหมวดหมู่ที่ชัดเจน เข้าถึงได้สะดวก โดยข้อมูลมีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำกับดูแล, มีนโยบายและแนวปฏิบัติ, มีเป้าหมายและตัวชี้วัด, มีความก้าวหน้าของแผนงาน และมีหลักฐานที่ใช้อ้างอิงข้อมูลได้

5. การทดลองทำตามแผนงานและเตรียมพร้อมสำหรับการประเมิน

เพื่อลดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่กระบวนประเมินจริง ขั้นตอนนี้คุณควรตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างตัวเลขของผลลัพธ์ต่างๆกับแผนงานจริงพร้อมๆกับรายงานที่เปิดเผยและเอกสารหลักฐานเพื่ออ้างอิง และทำให้แน่ใจว่าข้อมูลทุกชุดตรงกัน ซึ่งผู้ประเมินอาจเกิดข้อสงสัยและมีคำถามกลับมา จังหวะนี้ความพร้อมในการตอบคำถามและส่งหลักฐานประกอบอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญเพื่อทำให้รายงานของคุณไม่พลาดคะแนนที่ควรจะได้

Quick Start Checklist

เริ่มต้นได้เลยวันนี้ หากคุณต้องการเริ่มต้นทันที นี่คือ 8 ขั้นตอนที่ควรทำก่อน:

  1. กำหนดเจ้าภาพแต่ละรายหัวข้อของข้อมูลด้าน ESG – กำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจนสำหรับแต่ละประเด็น (E, S, G)
  2. จัดทำสรุป 1 หน้าให้เห็นภาพรวมว่าตรงไหนคือช่องว่างที่คะแนนหายไป เริ่มจากตัวชี้วัดหลักๆ ที่มีผลต่อคะแนนมากที่สุด
  3. สร้างตารางติดตามความคืบหน้าของข้อมูลด้าน ESG คุณจะใช้ Google Sheets หรือ Excel ก็ได้ แต่ต้องเป็นไฟล์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  4. สร้างโฟลเดอร์รวบรวมเอกสารอ้างอิง หลักฐานประกอบ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จัดโครงสร้างโฟลเดอร์ให้เป็นระบบและง่ายต่อการค้นหา
  5. กำหนดรอบเก็บข้อมูลที่ชัดเจน อาจจะเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสตามแต่ลักษณะงานและประเภทของข้อมูล ใส่ในปฏิทินและแจ้งผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ทราบ
  6. สรุปหัวข้อที่มีผลต่อคะแนนสูง มองภาพรวมและจัดลำดับความสำคัญ
  7. สร้าง ESG Hub Page บนเว็บไซต์ แม้จะเป็นเพจง่ายๆ ก็ยังดีกว่าไม่มี
  8. ตั้ง กำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งออกหรือเผยแพร่ทุกครั้ง

ทำคะแนนรายงาน ESG ให้ดีขึ้นด้วย “ระบบ” ไม่ใช่ “งานเพิ่ม”

หากคะแนน FTSE Russell ESG Rating ในปีที่ผ่านมาของคุณยังไม่ถึงเป้า ปีนี้คือโอกาสทองในการรีเซ็ตวิธีการทำงาน จุดเปลี่ยนสำคัญคือเปลี่ยนจากการทำ ESG แบบโปรเจกต์ไฟลุกปลายปีเป็น การสร้างระบบบริหารจัดการ ESG ที่ทำซ้ำ ต่อเนื่อง ไม่อ่อมได้ตลอดทั้งปี เมื่อคุณมีระบบเก็บข้อมูล หลักฐาน และการเปิดเผยข้อมูลที่ดี จะทำให้
ทีมงานทำงานง่ายขึ้น ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งผู้ประเมินสามารถให้คะแนนได้ตรงกับความเป็นจริ รวมถึงทำให้องค์กรสามารถสื่อสารเรื่อง ESG ได้มีประสิทธิภาพ
คุณพร้อมลุยแล้วหรือยัง
หากองค์กรของคุณต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมในการวางระบบ ESG Data Management หรือต้องการเครื่องมือ FTSE Russell ESG Readiness Checklist ที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อองค์กรของคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อเราได้เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้เลยนะคะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงสำคัญ

FTSE Russell & ESG Rating

  1. FTSE Russell ESG Ratings Methodology
  2. LSEG Data & Analytics – ESG Rating Process

International ESG Standards & Frameworks

  1. GRI Standards – Global Reporting Initiative
  2. TCFD Guidance – Task Force on Climate-related Financial Disclosures
  3. CDP Disclosure Platform – Carbon Disclosure Project

Thailand-Specific Resources

  1. SET Sustainability Reporting Guide – Stock Exchange of Thailand
  2. SEC Thailand – Sustainability Disclosure Guidelines – แนวทางการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน

5 ความแตกต่างของ SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores

ทำไม FTSE Russell ถึงสำคัญกับบริษัทไทย?

เมื่อ ESG ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” แต่กลายเป็น “มาตรฐานการลงทุน” ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ตัดสินใจ การเปลี่ยนผ่านของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจาก SET ESG Ratings สู่ FTSE Russell ESG Scores จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือก้าวสำคัญที่ทุกบริษัทต้องเข้าใจและเตรียมพร้อม

FTSE Russell เป็นผู้ประเมินดัชนีและความเสี่ยงด้าน ESG ที่ได้รับการยอมรับในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และใช้งานจริงกับบริษัทกว่า 85,000 แห่ง ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย โดยจุดแข็งคือการอิงกับข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะ (public disclosure) เท่านั้น ทำให้การประเมินมีความโปร่งใส เทียบเคียงได้ และตรวจสอบได้จริง

เพื่อให้ทุกบริษัทจดทะเบียนไทยสามารถปรับตัวและใช้โอกาสนี้ในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กร บทความนี้จะพาไปดู 5 ความแตกต่างหลัก ระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores พร้อมแผนการเปลี่ยนผ่านที่ควรรู้ และแนวทางการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ

ภาพที่ 1 แนวทางการให้คะแนน FTSE Russell ESG Scores

ข้อแตกต่างทั้ง 5 ข้อระบบ/เกณฑ์ประเมิน ESG ของไทย

1. ระบบการให้คะแนนและการเปิดเผยผลประเมิน

หนึ่งในความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores อยู่ที่ “วิธีการให้คะแนน” และ “การเปิดเผยผล” ต่อสาธารณะ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระทบต่อทั้งภาพลักษณ์ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน

ในระบบของ SET ESG Ratings บริษัทจะได้รับการจัดอันดับในระดับ BBB, A, AA หรือ AAA ก็ต่อเมื่อผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะต้องได้คะแนนในแต่ละมิติ (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) เกิน 50% แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น การประเมิน CGR ที่ไม่ต่ำกว่า 3 ดาว และไม่มีประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่เป็นลบในรอบปี หากบริษัทไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ จะไม่มีการเปิดเผยผลประเมินใด ๆ สู่สาธารณะเลย

ตรงกันข้ามกับ FTSE Russell ESG Scores ที่เลือกใช้ระบบ เปิดเผยผลคะแนนรวมของทุกบริษัทแบบไม่มีเงื่อนไข โดยใช้คะแนนทศนิยมในช่วง 0.0 ถึง 5.0 แม้ว่าบริษัทจะได้คะแนนต่ำก็ตาม ผลคะแนนจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ลงทุนและสาธารณชนเข้าถึงได้อย่างเสรี

แม้ว่าข้อมูลเชิงลึก เช่น คะแนนรายมิติหรือรายตัวชี้วัด จะเปิดดูได้เฉพาะภายในระบบของ FTSE Russell โดยใช้รหัสเฉพาะของแต่ละบริษัท แต่คะแนนรวมที่เป็น “หน้าตาขององค์กร” ในเวที ESG โลก จะปรากฏให้ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะได้ 4.8 หรือ 0.9 ก็ตาม

นั่นจึงหมายความว่า การเปิดเผยคะแนนในระบบของ FTSE Russell ไม่ใช่เพียงแค่ “ความโปร่งใส” แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ “ความน่าเชื่อถือ” ของบริษัทด้วย หากคะแนนอยู่ในระดับต่ำโดยไม่มีคำอธิบายหรือการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสม นักลงทุนอาจตีความว่าองค์กรยังไม่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างแท้จริง หรือยังไม่มีการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ความแตกต่างนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิธีการให้คะแนน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของบริษัทจากการ “ขอรับการประเมิน” ไปสู่การ “สื่อสารความโปร่งใส” อย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อมูลที่เปิดเผย และตรวจสอบได้จริงต่อสาธารณะ

ในยุคที่นักลงทุนคำนึงถึง ESG มากขึ้นทุกวัน บริษัทที่วางกลยุทธ์เปิดเผยข้อมูลได้ดี จะไม่ใช่แค่ได้คะแนนที่สะท้อนศักยภาพ แต่ยังได้ “ความเชื่อมั่น” ที่ยั่งยืนในสายตาผู้มีส่วนได้เสียอีกด้วยค่ะ

สรุประบบการให้คะแนนและการเปิดเผยผลประเมิน

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores
ข้อดีของ FTSE Russell ESG Scores

FTSE Russell ใช้หลักการ “ความโปร่งใสและเท่าเทียม” เพราะทุกบริษัทมีโอกาสสื่อสารความก้าวหน้าด้าน ESG ไม่ใช่เฉพาะบริษัทที่ผ่านเท่านั้น

2. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ESG

อีกหนึ่งจุดต่างที่เปลี่ยนเกม คือแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้สำหรับการประเมิน ESG ซึ่ง SET ESG Ratings ใช้ระบบแบบสอบถามที่บริษัทต้องสมัครเข้าร่วม พร้อมแนบเอกสารประกอบจำนวนมาก ทั้งจากแหล่งที่เปิดเผยและเอกสารภายใน เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ในการพิจารณา

ขณะที่ FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช้แบบสอบถามเลยแม้แต่ข้อเดียว แต่ประเมินจาก “ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยสู่สาธารณะอยู่แล้ว” เช่น รายงานความยั่งยืน รายงานประจำปี แบบ 56-1 One Report และเว็บไซต์ของบริษัท โดยไม่รับพิจารณาเอกสารภายในใด ๆ

แนวคิดนี้สะท้อนหลักการของตลาดทุนสากลที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการ “สื่อสารความยั่งยืน” อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน และเข้าถึงได้ หากบริษัทสามารถเปิดเผยข้อมูล ESG ได้อย่างเป็นระบบ ก็ย่อมจะผ่านการประเมินได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการตอบคำถามเป็นร้อยข้ออีกต่อไป

และในขณะเดียวกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ไม่ใช่เรื่องที่ทำเฉพาะในฤดูประเมินเท่านั้น แต่ควรเป็นสิ่งที่ “เปิดเผยต่อสาธารณะไว้เสมอ” อย่างเข้มแข็ง มีหลักฐานรองรับ และตรวจสอบได้ตลอดเวลา

สรุปวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ESG

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores

ข้อดีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ FTSE Russell ESG Scores

บริษัทไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน แต่ต้อง “วางระบบการเปิดเผยข้อมูล” ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเข้าถึงง่าย — ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ

3. กระบวนการทบทวนและการให้ข้อมูลเพิ่มเติม

FTSE Russell เข้าใจดีว่าการประเมินจากข้อมูลเปิดเผยอาจมีช่องว่าง จึงออกแบบกระบวนการให้บริษัทสามารถเข้าไปตรวจสอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนประกาศผลจริง โดยบริษัทจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนจาก FTSE4GOOD ช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี เพื่อเข้าไปในระบบ FTSE Russell Platform และทำการรีวิวผลเบื้องต้นของตนเอง

ซึ่งในระบบนี้ บริษัทสามารถให้ข้อคิดเห็น เพิ่มเอกสารอ้างอิง หรืออธิบายข้อมูลที่อาจยังไม่สะท้อนในแหล่งข้อมูลสาธารณะได้ โดยมีระยะเวลาให้ดำเนินการประมาณ 1 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นหน้าต่างโอกาสที่สำคัญมาก เพราะเมื่อครบกำหนด FTSE Russell จะปิดระบบ ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติม และเข้าสู่กระบวนการสรุปผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะประกาศในช่วงเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

ช่วงเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสทองที่บริษัทสามารถชี้แจงบริบท เสริมข้อมูลที่ขาด หรือแม้แต่แก้ไขความเข้าใจผิดก่อนที่คะแนนสุดท้ายจะถูกเผยแพร่สู่สายตาของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วโลกอย่างโปร่งใส และที่สำคัญ คะแนนดังกล่าวจะไม่มีการปรับแก้ใด ๆ ได้อีกจนกว่าจะมีรอบประเมินถัดไปในปีถัดไป

หากบริษัทพลาดช่วงเวลานี้ไป เช่น ไม่ได้รับอีเมลแจ้งเตือนเพราะข้อมูลผู้ติดต่อไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่มีการตอบกลับใด ๆ ภายในระบบ ก็เท่ากับว่าบริษัทจะต้องยอมรับผลคะแนนที่ประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งในกรณีที่ได้คะแนนต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนระดับสากลได้ทันที

สรุป FTSE Russell เปิดช่องให้บริษัทได้ทำสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

บริษัทสามารถใช้ช่วงเวลานี้เพื่อ

เมื่อครบกำหนด FTSE Russell จะสรุปผลและประกาศคะแนนช่วงเดือนธันวาคม

4. ระบบการจัดกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม

การประเมิน ESG ที่แม่นยำไม่อาจใช้เกณฑ์เดียวกับทุกธุรกิจได้ เพราะความเสี่ยงและประเด็นสำคัญในแต่ละอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัว การแบ่งกลุ่มธุรกิจจึงเป็นอีกหนึ่งจุดต่างที่สำคัญระหว่าง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores

การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของ SET ESG Ratings

ในระบบของ SET ESG Ratings จะใช้โครงสร้างการจัดหมวดหมู่ตามของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดังนี้:

  1. เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agribusiness & Food)
  2. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)
  3. ธุรกิจการเงิน (Financials)
  4. สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)
  5. อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction)
  6. ทรัพยากร (Resources)
  7. บริการ (Services)
  8. เทคโนโลยี (Technology)

แต่ละกลุ่มจะถูกแบ่งย่อยออกเป็น 28 หมวดธุรกิจ (sectors) เพื่อใช้ในการประเมินและเปรียบเทียบบริษัทที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น ธนาคาร พลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม สื่อสาร ฯลฯ ซึ่งเหมาะสมกับการจัดการภายในตลาดทุนไทย แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความละเอียดและการเชื่อมโยงกับเกณฑ์ ESG ระดับโลกเพราะแม้จะสะท้อนภาพรวมของตลาดไทยได้ดี แต่ยังไม่สามารถแยกย่อยหรือเทียบเคียงกับมาตรฐานโลกได้อย่างลึกซึ้ง

การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของ FTSE Russell ESG Scores

ในขณะที่ FTSE Russell ESG Scores เลือกใช้ระบบ ICB – Industry Classification Benchmark ซึ่งเป็นระบบจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ใช้โดยผู้ลงทุนและตลาดหลักทรัพย์กว่า 80 ประเทศ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรม across sectors, across borders

ICB แบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมออกเป็น 11 กลุ่มหลัก (Industries) ดังนี้:

  1. Oil, Gas and Coal – ครอบคลุมธุรกิจพลังงานดั้งเดิม เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน
  2. Basic Materials – กลุ่มวัตถุดิบและเหมืองแร่ เช่น โลหะ สารเคมี พลาสติก กระดาษ
  3. Industrials – เครื่องจักร อุตสาหกรรมหนัก วิศวกรรม การผลิตทั่วไป
  4. Consumer Discretionary – สินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น รถยนต์ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ สื่อบันเทิง
  5. Consumer Staples – สินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา ร้านค้าปลีกจำเป็น
  6. Healthcare – โรงพยาบาล ยา เทคโนโลยีชีวภาพ บริการดูแลสุขภาพ
  7. Financials – ธนาคาร บริษัทประกัน กองทุน และการเงินรูปแบบต่าง ๆ
  8. Real Estate – การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์ด้านที่อยู่อาศัย พาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม
  9. Technology – ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และบริการด้านไอที
  10. Telecommunications – เครือข่ายโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม และบริการสื่อสารอื่น ๆ
  11. Utilities – สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และพลังงานหมุนเวียน

ICB ไม่ได้หยุดแค่ในระดับ “กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก” เท่านั้น แต่ยังแยกย่อยลงไปเป็น 20 Supersectors, 45 Sectors, และลึกที่สุดถึง 173 Subsectors ซึ่งช่วยให้การประเมินของ FTSE Russell สามารถระบุประเด็น ESG ที่สำคัญต่อธุรกิจแต่ละประเภทได้อย่างเฉพาะเจาะจง

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย อาจถูกจัดให้อยู่ในหมวด “Real Estate Development” ซึ่งมีตัวชี้วัดที่แตกต่างจาก “Real Estate Investment Trusts (REITs)” หรือ “Construction & Engineering” โดยสิ้นเชิง แม้ว่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้หมวดอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น FTSE Russell ยังพิจารณาบริบทของประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการควบคู่กันไป เช่น หากบริษัทมีฐานอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา อาจต้องเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการต่อต้านคอร์รัปชันมากกว่าประเด็นคาร์บอนในบางกรณี ระบบจะวิเคราะห์ระดับ “ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง” กับแต่ละธีม ESG แล้วถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับธุรกิจนั้นอย่างแม่นยำ นี่คือการประเมินแบบ “Context-Based ESG Scoring” ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

สรุประบบการจัดกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม

SET ESG Ratings
FTSE Russell ESG Scores

จุดแข็งของ FTSE Russell

FTSE Russell ประเมินตาม “ความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ” และบริบทของประเทศ ช่วยสะท้อนภาพ ESG ที่แม่นยำและเป็นสากล

5. จำนวนและระดับความซับซ้อนของตัวชี้วัด

แม้ว่าทั้ง SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores จะวัดจากมิติหลักที่คล้ายกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และธรรมาภิบาล (G) แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจน คือระดับความลึก ความเฉพาะ และโครงสร้างการออกแบบตัวชี้วัดที่ FTSE Russell ใช้

SET ESG Ratings

ใช้ตัวชี้วัดประมาณ 140–150 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวชี้วัดทั่วไป ใช้ร่วมกันในทุกอุตสาหกรรม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ปรับให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละธุรกิจ

FTSE Russell ESG Scores

ใช้ชุดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นยิ่งกว่า โดยมีมากกว่า 300 ตัวชี้วัด ที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. ตัวชี้วัดทั่วไป (Universal indicators) คิดเป็นประมาณ 56%
  2. ตัวชี้วัดเฉพาะ (Sector- and Country-specific indicators) อีก 44% ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามลักษณะของอุตสาหกรรมและบริบทของประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการ

แต่ละบริษัทจะไม่ได้ถูกใช้ตัวชี้วัดทั้งหมดกว่า 300 ข้อในคราวเดียว แต่จะได้รับการประเมินเฉพาะในสิ่งที่ “เกี่ยวข้องจริง” โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 125 ตัวชี้วัดต่อบริษัท ซึ่งช่วยลดภาระการรายงาน และทำให้คะแนนสะท้อนศักยภาพขององค์กรได้ตรงจุดมากขึ้น

ตัวชี้วัดทั้งหมดของ FTSE Russell ESG Scores

ตัวชี้วัดทั้งหมดของ FTSE Russell ESG Scores ถูกจัดหมวดหมู่ภายใต้ 14 หัวข้อหลัก (14 ESG Themes) ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยง ESG เชิงระบบในระดับโลก โดยแบ่งตาม 3 มิติหลัก ดังนี้:

Environmental (สิ่งแวดล้อม)
Biodiversity
Social (สังคม)
Governance (ธรรมาภิบาล)

      ความพิเศษของระบบ FTSE Russell คือ แต่ละธีมจะมีการกำหนดระดับ “ความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง” ในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

      หากธีมใดได้รับการประเมินว่า “Not Relevant” (หรือN/A) สำหรับธุรกิจนั้น ๆ บริษัทจะ “ไม่ถูกประเมินในธีมนั้น” และธีมนั้นจะไม่มีผลในการคำนวณคะแนน ESG รวมเลยแม้แต่น้อย

      เช่น หากบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ธีม “Water Security” อาจถูกจัดเป็น Not Relevant เพราะไม่มีการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ในทางกลับกัน หากบริษัทอยู่ในธุรกิจเหมืองแร่หรือเกษตรกรรม ธีมนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในระดับ High ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะต้องมีการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

      นอกจากนี้ บางตัวชี้วัดยังมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ เช่น ต้องแสดงข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ต้องมีการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก หรือแสดงผลกระทบที่วัดได้จริง ไม่ใช่เพียงการเขียนนโยบายหรือคำมั่นสัญญาเท่านั้น

      ทั้งหมดนี้ทำให้ FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช่แค่การประเมิน “ว่าองค์กรมีอะไร”
      แต่คือการประเมินว่า “องค์กรมีวิธีบริหารความเสี่ยงและสร้างความโปร่งใสอย่างไร” ในเรื่องที่สำคัญที่สุดตามบริบทของตนเอง

      สรุปจำนวนและระดับความซับซ้อนของตัวชี้วัด

      SET ESG Ratings
      FTSE Russell ESG Scores
      คำแนะนำ

      บริษัทควรศึกษาตัวชี้วัด FTSE อย่างเป็นระบบ เพื่อวางแผนการเปิดเผยให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ตามบริบทของตนเอง

      ภาพที่ 2 โครงสร้างข้อมูลตามเกณฑ์ FTSE Russell ESG Scores

      Timeline การเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Russell ESG Scores

      ปี สิ่งที่เกิดขึ้น
      2567บริษัทจดทะเบียนกลุ่มนำร่อง เริ่มรับการประเมิน FTSE Russell
      2568บริษัททั่วไปสามารถ “สมัครใจ” ขอรับการประเมินได้
      2569FTSE Russell ESG Scores ใช้งานเต็มรูปแบบ แทนที่ SET ESG Ratings อย่างเป็นทางการ

      วิธีเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมิน FTSE Russell ESG Scores

      1. พัฒนาโครงสร้างข้อมูล ESG ให้โปร่งใส

      เมื่อระบบการประเมิน ESG ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการกรอกแบบสอบถามมาเป็นการใช้ข้อมูลเปิดเผยสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทที่ต้องการพร้อมรับมือกับ FTSE Russell ESG Scores ไม่เพียงต้องมีนโยบาย ESG ที่ชัดเจน แต่ต้องมี “ระบบการเปิดเผย” ที่โปร่งใส เป็นระบบ และเข้าถึงได้ มากกว่าที่เคย

      การเตรียมความพร้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อหา แต่รวมถึงกระบวนการ วิธีคิด และความต่อเนื่องของข้อมูลที่องค์กรเลือกจะเล่าออกสู่สาธารณะ ผ่านเอกสารที่เผยแพร่ รายงานที่วางบนเว็บไซต์ และการจัดการระบบภายในที่รองรับการเปิดเผยได้อย่างสม่ำเสมอ

       2. ปรับปรุงระบบการเปิดเผยบนเว็บไซต์

      โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าเว็บไซต์ขององค์กร ซึ่งมักเป็นจุดที่ผู้ประเมินจะเข้าไปค้นหาเป็นอันดับแรก บริษัทควรจัดโครงสร้างเมนู ESG หรือ IR (Investor Relations) ให้เป็นหมวดหมู่ มีข้อมูลล่าสุด และเชื่อมโยงเอกสารสำคัญไว้อย่างครบถ้วน เช่น Sustainability Report, ESG Policy, GHG Emissions, หรือค่านิยมองค์กร เพื่อให้ผู้ประเมินไม่ต้องค้นหา หรือเข้าใจผิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย

       3. ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี

      FTSE Russell จะพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีในหลายตัวชี้วัด โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องการดูแนวโน้ม เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน หรือการมีผู้หญิงในระดับผู้บริหาร ดังนั้น บริษัทควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามี หลักฐานเชิงปริมาณ (เช่น KPIs หรือ performance data) ที่เก็บไว้อย่างต่อเนื่อง และควรพิจารณาการให้บุคคลภายนอก (เช่น auditor หรือ verifier) รับรองข้อมูลบางรายการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เปิดเผย

       4. อัพเดตรายชื่อผู้ติดต่อของบริษัท

      เรื่องที่เล็กแต่มักทำให้พลาดโอกาสสำคัญโดยเฉพาะในช่วงก่อนถึงรอบการประเมินประจำปี เพราะหากองค์กรไม่ได้รับอีเมลแจ้งเตือนจาก FTSE4GOOD ในช่วงกันยายน–ตุลาคม ก็จะพลาดโอกาสในการเข้าไปทบทวนผลเบื้องต้น หรือส่งข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนที่ประกาศในเดือนธันวาคมไม่สะท้อนข้อมูลล่าสุดของบริษัทได้

      การเปลี่ยนผ่านที่เป็นโอกาส (แบบที่คุณไม่ควรมองข้าม)

      FTSE Russell ESG Scores ไม่ใช่แค่ “ระบบประเมินแบบใหม่”
      แต่มันคือโอกาสอันทรงพลังที่จะพาองค์กรไทย ยกระดับการบริหารจากภายใน และเปิดประตูสู่เวที ESG ระดับโลกอย่างแท้จริง

      หลายคนมองว่าการเปิดเผยข้อมูล ESG เป็นเรื่องวุ่นวาย เต็มไปด้วยรายงาน ตารางตัวชี้วัด และภาระที่ต้องจัดการ แต่ในความเป็นจริง หากองค์กรเริ่มต้นด้วยการวางระบบอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก — ไม่ใช่แค่จะ “ไม่ยุ่งยาก” แต่ยังกลายเป็นกระบวนการที่ช่วยให้องค์กร ทบทวนตัวเองอย่างลึกซึ้งในมิติที่ไม่เคยมองมาก่อน

      ข้อมูลที่เคยกระจายอยู่ตามแผนกต่าง ๆ
      คำอธิบายที่เคยมีแต่ “ใช้ภายใน”
      และปัญหาที่เคยไม่รู้ว่า “ต้นเหตุมาจากไหน”
      จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเมื่อคุณเริ่มเรียบเรียง สร้างระบบเปิดเผย และสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ

      นี่คือช่วงเวลาแห่งการ “ยกเครื่อง” องค์กร

      ไม่ใช่เพื่อตอบแบบประเมิน แต่เพื่อให้คุณเห็นว่าจุดไหนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เงินไหลรั่ว หรืออาจกลายเป็นความเสี่ยงซ่อนอยู่ และจุดไหนที่ควรเสริมพลัง เพราะมันสร้างคุณค่าทั้งในเชิงธุรกิจและความยั่งยืนได้ในระยะยาว บริษัทที่เริ่มต้นก่อน ไม่ใช่แค่ได้เปรียบเรื่องคะแนน แต่ได้เปรียบเรื่อง “ความเข้าใจและรู้ตัวเอง” และเมื่อคุณรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนในเวทีโลก คุณก็จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงกว่าใคร

      เพราะในโลกของ ESG ความโปร่งใสไม่ใช่ภาระแต่คือเครื่องมือในการสร้าง ความน่าเชื่อถือและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ รวมถึงความเข้าใจในคุณค่าขององค์กรตัวเอง และทั้งหมดนั้น เริ่มต้นที่การ “เปิดเผย”  อย่างมีกลยุทธ์และมีความตั้งใจค่ะ

      คู่มือทำความเข้าใจการประเมิน FTSE Russell ESG Scores สำหรับผู้นำองค์กร

      การประเมิน FTSE Russell ESG Scores คืออะไร

      FTSE Russell ESG Scores คือกรอบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกใช้ประเมินผลการดำเนินงาน ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมมือกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) สร้างกรอบการประเมินที่ครอบคลุมเพื่อการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สำหรับนักลงทุน วัตถุประสงค์ของกรอบการทำงานนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนักลงทุนจะสามารถนำปัจจัยด้านความยั่งยืนในด้านต่างๆเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน

      หลักเกณฑ์เบื้องต้นของ FTSE Russell ESG Scores

      การให้คะแนน FTSE Russell ESG Scores จะประเมินบริษัทต่างๆ ใน ​​14 ประเด็น ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยตัวบ่งชี้รายบุคคลมากกว่า 300 ตัวชี้วัด โดยแบ่งเป็น (1) ตัวชี้วัดทั่วไป และ (2) ตัวชี้วัดตามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งจะได้รับการประเมินโดยเฉลี่ยประมาณ 125 ตัวชี้วัด โดย FTSE Russell ให้ความสำคัญกับคำถามทั่วไปประมาณ 56% และให้ความสำคัญกับคำถามที่เจาะลึกเข้าไปในภาคส่วนและที่ตั้งของประเทศมากกว่า 44%

      มุ่งเป้าที่ประเด็น 3 เสาหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล

      เสาหลักสิ่งแวดล้อมจะตรวจสอบวิธีที่บริษัทต่างๆ จัดการผลกระทบที่มีต่อทรพยากรธรรมชาติ โดยเน้นที่กลยุทธ์การจัดการต่อเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการน้ำ ความพยายามในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบควบคุมมลพิษ บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินตามนโยบาย แผนงาน เป้าหมาย และประสิทธิภาพที่แท้จริงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

      เสาหลักสังคมจะประเมินว่าบริษัทต่างๆ สื่อสารกับพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชนอย่างไร ซึ่งรวมถึงมาตรฐานแรงงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน นโยบายสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของชุมชน สวัสดิการด้านสุขภาพ ความปลอดภัยของพนักงานและแนวทางปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อลูกค้าและคู่ค้าไปจนถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการปกป้องข้อมูลต่างๆ

      เสาหลักการกำกับดูแล จะตรวจสอบโครงสร้างและกระบวนการของบริษัทเพื่อรับรองว่ามีการกำกับดูแลที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โดยมุ่งเป้าที่องค์ประกอบ โครงสร้าง สัดส่วนและประสิทธิภาพของคณะกรรมการ ประเมินมาตรการต่อต้านการทุจริต ความโปร่งใสทางภาษี และกรอบการจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุม

      บริษัทต่างๆ จะได้รับการประเมินทั้งในแง่ของความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ซึ่งกำหนดตามอุตสาหกรรมและการที่ตั้งทางภูมิศาสตร์) รวมถึงศักยภาพและประสิทธิภาพการตอบสนองต่อความเสี่ยงเหล่านี้ของฝ่ายบริหาร การประเมินดังกล่าวจะต้องมีความสมดุลในการจัดการรับมือปัญหาที่เกิดจากความเสี่ยงร่วมกับการวางแผนบริหารจัดการต้นทุนและการคาดการผลกระทบ ตัวอย่างเช่น บริษัทน้ำมันอาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูงแต่ก็สามารถทำคะแนนได้ดีหากสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

      ข้อแตกต่างที่สำคัญของ SET ESG Rating  กับ FTSE Russell ESG Scores

      ระบบการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการประเมิน FTSE Russell มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ดังนี้

      การมุ่งเน้นทางภูมิศาสตร์ SET ESG Ratingได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย ในขณะที่ FTSE Russell ใช้มาตรฐานระดับโลกที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับสากล ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีนักลงทุนต่างประเทศหรือมีความต้องการที่จะขยายตัวไปทั่วโลก

      ในส่วนของวิธีการยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย SET ESG Ratingได้รับการปรับให้เหมาะกับบริบททางธุรกิจของไทย โดยคำนึงถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในท้องถิ่นและสภาวะตลาด ส่วน FTSE Russell ใช้ระเบียบวิธีระดับโลกมาตรฐานที่ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบข้ามพรมแดนและข้ามอุตสาหกรรมได้ ทำให้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศ

      กระบวนการประเมินนั้นแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไป SET ESG Rating จะดำเนินการประเมินประจำปีโดยอิงจากการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell ใช้การประเมินอย่างต่อเนื่องโดยดูจากพัฒนาการในการบรรลุเป้าหมายที่บริษัทแจ้งไว้ โดยนำแหล่งข้อมูลที่หลากหลายกว่ามาใช้นอกเหนือจากรายงานของบริษัท วิธีนี้ทำให้สามารถดูผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทได้อย่างครอบคลุมและมีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น

      ที่มาของข้อมูลถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้ว่า SET ESG Rating จะพึ่งพาข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยเป็นหลัก ส่วน FTSE Russell มีแหล่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย เช่น ข้อมูลจากบุคคลที่สาม การวิเคราะห์ข่าว และรายงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวทางการใช้แหล่งข้อมูลหลายแหล่งนี้ช่วยยืนยันการอ้างสิทธิ์ของบริษัทและให้การประเมินที่เป็นกลางมากขึ้น

      สาระสำคัญของการรายงานตามหัวข้อมีความแตกต่างกัน SET ESG Rating มุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบในไทยโดยเฉพาะ ส่วน FTSE Russell มีการรายงานประเด็น ESG ทั่วโลกอย่างครอบคลุม ซึ่งอาจรวมถึงความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยแต่มีความสำคัญต่อนักลงทุนต่างประเทศ

      และสุดท้าย ความแตกต่างในการให้คะแนน SET ESG Rating ใช้ระบบการให้คะแนนแบบดาว (1-5 ดาว) ในขณะที่ FTSE Russell ใช้การให้คะแนนแบบตัวเลข ตั้งแต่ 0.0 ถึง 5.0 โดยคะแนน 0.0 หมายถึงไม่มีข้อมูลการประเมิน และคะแนน 5.0 หมายถึงดีที่สุด แนวทางของ FTSE Russell ช่วยให้สามารถแยกแยะบริษัทต่างๆ ได้อย่างละเอียดมากขึ้น และติดตามการปรับปรุงเพิ่มเติมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

      ความแตกต่างที่สำคัญคือ ในขณะที่ SET ESG Rating ให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทย ส่วน FTSE Russell นำเสนอเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับนานาชาติและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น

      โอกาสสำหรับบริษัทที่ได้คะแนนสูง

      บริษัทที่ได้รับคะแนนสูงใน FTSE Russell ESG Scores สามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนในปัจจุบัน เช่น

      การเข้าถึงเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอาจถือเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้มากที่สุด

      บริษัทการลงทุนระดับโลกที่บริหารสินทรัพย์มูลค่าสูง ใช้การจัดอันดับ FTSE Russell พื่อคัดกรองการลงทุนที่มีศักยภาพ บริษัทที่มีคะแนนสูงจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงกองทุนการลงทุนที่เน้นแนวทางของ ESG ซึ่งได้รับความสนใจและมีเงินทุนไหลเวียนสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การได้คะแนนสูงช่วยให้บริษัทเข้าถึงโอกาสแหล่งทุนที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน เช่น พันธบัตรสีเขียวและเงินกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสเติบโตให้ธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ยังดึงดูดนักลงทุนสถาบันระยะยาวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในฐานะตัวแทนของความมีคุณภาพการจัดการและความยืดหยุ่นของธุรกิจในอนาคต

      การมีแผนงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขัน เนื่องจากบริษัทที่มีการจัดอันดับ FTSE Russell สูงจะได้รับชื่อเสียงที่ดีขึ้นในหมู่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลให้มูลค่าแบรนด์และความภักดีของลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ตัดสินใจซื้อมากขึ้นโดยอิงตามเกณฑ์ความยั่งยืน ข้อได้เปรียบด้านชื่อเสียงนี้จะขยายไปถึงการมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งขึ้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำงานที่เกี่ยวกับองค์กรที่มีการนำข้อกำหนด ESG เข้ามาพิจารณาเพิ่มมากขึ้น

      การบรรเทาผลจากความเสี่ยงและโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

      กรอบการทำงานสนับสนุนแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่นำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่บรรเทาความเสี่ยง อาจทำเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อกิจการเช่น การต้องหยุดชะงัก การฟ้องร้อง หรือการเสียค่าปรับ บริษัทต่างๆ มักประสบกับรายจ่ายที่ไม่คาดคิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว หากยังมีการจัดการแบบเดิมมากกว่าการวางแผนจัดการความเสี่ยงในรูปแบบที่ไม่คาดคิดร่วมกับการศึกษาข้อกำหนดใหม่ๆ แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนจำนวนมากในปัจจุบันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงาน น้ำ หรือวัสดุ ซึ่ง บริษัทที่มีผลงานด้าน ESG ที่ดีจึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะถูกปรับหรือกิจการหยุดชะงักจากมาตรฐานด้านความยั่งยืนต่างๆ เช่นภาษีคาร์บอน หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนสูงโดยปกติอยู่แล้ว

      ได้รับการยอมรับในระดับโลกและความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

      คะแนน FTSE Russell ที่สูงทำให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนซึ่งขยายออกไปนอกประเทศ ซึ่งนักลงทุนเปรียบเทียบคะแนนกับบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกได้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือกับพันธมิตรและลูกค้าข้ามชาติที่คัดกรองความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของตนมากขึ้น บริษัทที่มีผลงานที่ดียังพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนานโยบายในอนาคต ประโยชน์จากชื่อเสียงยังส่งผลดีต่อการกำกับกิจการภายในด้วยเช่นกัน โดยช่วยเพิ่มการดึงดูดและรักษาพนักงานและบุคลากรที่มีความสามารถในตลาดบุคลากรที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมายมักได้เปรียบกว่าในตลาดปัจจุบัน

      การนำไปปฏิบัติจริงสำหรับบริษัทไทย

      สำหรับผู้นำองค์กรไทยที่ต้องการปรับปรุงแผนงานด้านความยั่งยืนผ่านการประเมิน FTSE Russell ปัจจุบันมีแนวทางเชิงกลยุทธ์หลากหลายที่สามารถให้ผลลัพธ์อย่างเป็นที่น่าพอใจได้

      เริ่มจากการวิเคราะห์ช่องว่างและการพัฒนากลยุทธ์ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ บริษัทต่างๆ ควรเปรียบเทียบแผนงานด้านยั่งยืนขององค์กรที่ทำอยู่ในปัจจุบันกับตัวชี้วัดของ FTSE Russell อย่างครอบคลุม เพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งการประเมินนี้จะช่วยระบุหัวข้อที่ควรปรับปรุง มักเป็นหัวข้อที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทเมื่ออ้างอิงจากแบบประเมิน จากนั้นจึงกำหนดแนวทางแก้ไขและนโยบายการลดผลกระทบ ด้วยความเข้าใจนี้ องค์กรต่างๆ สามารถพัฒนากลยุทธ์ ESG ที่ครอบคลุมพร้อมเป้าหมาย กำหนดเวลา และมาตรการความรับผิดชอบที่ชัดเจนซึ่งสอดคล้องกับทั้งวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและเกณฑ์ของ FTSE Russell

      การปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลมักจะส่งผลให้คะแนนดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลระดับคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรายงานที่ชัดเจน รวมถึงการที่ผู้บริหารองค์กรมีความโปร่งใสในการบริหารงาน บริษัทควรสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่านบทบาทที่มอบหมายให้ผู้บริหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าตอบแทนที่ได้รับ หน้าที่สำคัญของฝ่ายบริหารคือการบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนและแนวทางด้น ESG เข้ากับกรอบการจัดการความเสี่ยงเพื่อช่วยระบุปัญหาที่มีโอกาสเกิดก่อนจะกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของบริษัท และแสดงแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพให้กับนักลงทุน

      ระบบการจัดการและการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น บริษัทชั้นนำมักใช้ระบบเฉพาะทางมาใช้รวบรวม ตรวจสอบ และรายงานข้อมูล ESG เพราะข้อมูลการจัดการเหล่านี้หมายถึงเงินทุกบาทของบริษัท แนวทางเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น GRI, SASB และ TCFD ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนและวิธีการจัดอันดับ ความโปร่งใสในการรายงานจะช่วยสร้างความสำเร็จและความน่าเชื่อถือต่อผู้ให้คะแนนรวมถึงนักลงทุน ซึ่งตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืนไม่ใช่แค่หมุดหมายระยะสั้นแต่เป็นการเดินทางระยะไกลไปด้วยกัน

      การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ บริษัทควรมีส่วนร่วมกับนักลงทุนเป็นประจำเพื่อทำความเข้าใจความคาดหวังและลำดับความสำคัญด้าน ESG ที่เปลี่ยนแปลงไป การร่วมมือกันในอุตสาหกรรมเพื่อหาแนวทางการจัดการกับความท้าทายด้านความยั่งยืนจะทำให้อุตสาหกรรมเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวทางและการดำเนินการด้านความยั่งยืนจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมร่วมกันได้ชัดและทำให้การแนวทางปฏิบัติภายในเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

      ในยุคแห่งความรับผิดชอบ

      กรอบ FTSE Russell ESG Scores ไม่เพียงแต่เป็นแค่ระบบการให้คะแนนเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย สำหรับผู้นำองค์กรในประเทศไทย การทำความเข้าใจและนำกรอบนี้ไปปฏิบัติสามารถผลักดันการสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันก็ตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกได้

      บริษัทต่างๆ สามารถเปลี่ยนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเข้าถึงโอกาสด้านทุนใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็สร้างความยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจในอนาคตได้ ในยุคที่แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนกำหนดผู้นำตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ การได้รับคะแนน FTSE Russell ที่สูงจะทำหน้าที่เป็นทั้งการยืนยันความเป็นเลิศในปัจจุบันและรากฐานสำหรับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในวันที่กระแสทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเช่นนี้

      ความสำคัญของ ESG ต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

      แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG)

      แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG) กำลังกลายเป็นใจความสำคัญของตลาดทุนสำหรับการเพิ่มคุณค่าตลาดโดยคำนึงถึงคุณค่าสำหรับคนรุ่นหลังเป็นสำคัญ โดยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิทธิมนุษยชน ลูกค้าสัมพันธ์ ห่วงโซ่อุปทาน หลักปฏิบัติของคณะกรรมการบริหาร ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลด้านต่างๆ เช่นภาษี หรือ สวัสดิภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นต้น อีกทั้งความสนใจของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกิจการที่มีความยั่งยืนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวบนพื้นฐานแนวคิดที่มองว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่การทำบุญหรือการทำการกุศลอีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน (Courtnell, J., 2022) นิตยสารสัญชาติอังกฤษอย่าง The Fintech Times ระบุว่าการรายงาน ESG เป็นการเปิดเผยข้อมูลและอธิบายถึงผลกระทบและการเพิ่มคุณค่าขององค์กรโดยการสรุปกิจกรรมต่างๆขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความสำเร็จและผลกระทบเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุนอย่างโปร่งใส โดยข้อมูลระบุอีกว่าอัตราสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 27,000 ล้านยูโร ในปี 2560 เป็น 102,000 ล้านยูโรในปี 2562 แสดงให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในยุโรปตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารองค์กรด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนและผลกระทบขององค์กรผ่านรายงาน ESG และใช้รายงานเหล่านั้นเป็นเครื่องยืนยันในการเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจด้วยความสมัครใจถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อบังคับที่เป็นรูปธรรมก็ตาม (The Fintech Times, 2022) ทว่าตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไปองค์กรต่างๆจะเริ่มถูกบีบให้รายงานความยั่งยืน โดยความเข้มข้นของข้อบังคับขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2566 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เสนอแผนการจัดทำกฎหมายใหม่ของ EU ที่กำหนดให้องค์กรขนาดใหญ่ทั้งหลายเผยแพร่รายงานการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ช่วยให้นักลงทุน ผู้บริโภค ผู้วางเงื่อนไข และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ได้ประเมินผลประกอบการที่ไม่เกี่ยวกับการเงินพร้อมกับส่งเสริมแนวทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรียกว่า Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) (Bureau Veritas, 2023) ซึ่งจะมาแทนกฏหมายเก่าอย่าง Non-Financial Reporting Directive (NFRD) ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปถึง 50,000 บริษัท ทั้งบริษัทจดทะเบียน (Listed Company) และกิจการที่มีส่วนได้ส่วนเสียสาธารณะ (Public-Interest Entities) ที่ต้องยื่นรายงานความยั่งยืนในรอบปี 2566 นี้ ส่วนในประเทศไทยเองตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มมีการกำกับดูแลกิจการด้วยการออกระเบียบว่าด้วย “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2555” เพื่อเป็นหลักในการตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทจดทะเบียน ประกอบไปด้วย 4 หมวด ได้แก่ 1) สิทธิของผู้ถือหุ้น 2) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน 3) บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (SET, 2012) จากนั้นในปี 2559 “Checklist พิชิตธุรกิจยั่งยืน ฉบับ SME” ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือที่อธิบายถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Antong, P.and Ekachaiphaiboon, S., 2016) และ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ก็ได้ประกาศ “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2560” เพื่อเป็นหลักปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระยะยาว น่าเชื่อถือและสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน (CG Thailand, 2017) ประกอบด้วย 8 หลักปฏิบัติอาทิ ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการในฐานะผู้นำองค์กรที่สร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างยั่งยืน กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการที่เป็นไปเพื่อความยั่งยืนและดูแลให้มีระบบบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสมเป็นต้น และล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำ “คู่มือการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน ฯลฯ สำหรับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (Santhayati, N. et al., 2020) อีกทั้งในส่วนของการบริหารความเสี่ยงนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้นำ COSO-ERM 2017 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) ซึ่งเป็นคณะกรรมการของสถาบันวิชาชีพ 5 สถาบัน ในสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ 1)สมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Institute of Certified Public Accountants หรือ AICPA) 2) สมาคมผู้ตรวจสอบภายใน (The Institute of Internal Auditor หรือ IIA) 3) สมาคมผู้บริหารการเงิน (The Financial Executives Institute หรือ FEI) 4) สมาคมนักบัญชีแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Accounting Association หรือ AAA) 5) สมาคมนักบัญชีเพื่อการบริหาร (Institute of Management Accountants หรือ IMA) (Kamhaengpol, T, 2016) และ WBCSD (World Business Council for Sustainable Development) มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงในรูปของความเสี่ยง ESG (Chayaviwattanawong, C., 2018) เห็นได้ชัดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ กลต. ได้มีความพยายามผลักดันด้านความยั่งยืนมาตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาและหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับในการสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทในกำกับก็มีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับไม่ต่างจากกระแสจากทั่วโลก

      ทำความเข้าใจความสำคัญของการรายงานความยั่งยืน

      การทำความเข้าใจความสำคัญของการรายงานความยั่งยืนนั้นควรเริ่มจากการปรับแนวความคิดเสียใหม่ว่าการทำ ESG นั้นไม่ใช่ภาระแต่เป็นมาตรการเพื่อแสดงความโปร่งใส และความโปร่งใสนี้เองจะนำมาซึ่งเงินทุนและการสร้างสรรค์วิธีการสำหรับต่อกรกับความท้าทายระดับโลกที่เกี่ยวเนื่องกับ “เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)” ของสหประชาชาติอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเท่าเทียม หรือความมั่นคงในชีวิตเป็นต้น ความโปร่งใสยังเป็นกุญแจสำคัญที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกับบุคคลภายนอกและการพัฒนาที่ทำได้จริงเนื่องจากสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนหรือผู้ให้กู้มีแนวโน้มว่าจะใช้ความโปร่งใสที่รายงานด้วยแนวคิด ESG ในการประเมินความเสี่ยง และความเป็นไปได้เกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินในอนาคต นอกจากนั้นผู้บริโภคเองก็ต้องการสินค้าและ/หรือบริการจากแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมเช่นกัน (Courtnell, J., 2022) ข้อมูลจาก The First Insight (2023) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะ Gen Z (เกิดช่วงปี 2538-2552) มีความต้องการสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจังโดยมีอัตราการซื้อสินค้าและ/หรือบริการถึง 62% และพวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มอีก 10% สำหรับสินค้าและ/หรือบริการที่ยั่งยืนจากการจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและ/หรือบริการทั่วไป นอกเหนือจากนั้น 79% ของพนักงานกลุ่ม Millennial (เกิดช่วงปี 2524-2538) มีการประเมินถึงแนวทางการดำเนินการด้านความยั่งยืนของผู้ว่าจ้างก่อนตัดสินใจร่วมงานด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่าการส่งเสริมนโยบายด้าน ESG สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมาทำงานได้ดีกว่า (Cone, C., 2022)  ในขณะที่ MSCI (2021) ให้ข้อมูลว่าการลงทุนในธุรกิจที่แสดงออกถึงความยั่งยืนนั้นไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในกลุ่ม Gen Z หรือ Millennial เท่านั้นแต่ยังกำลังขยายไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมหลักอาทิ นักลงทุนสถาบันและบริษัทจดทะเบียนอีกด้วย ส่วนในมุมของการวางแผนประยุกต์ใช้กลยุทธ์ด้าน ESG องค์กรต่างๆจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายในการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการ (ESG Risk)ให้ชัดเจน จากนั้นจึงวัดผลตามหลักฐานการดำเนินการที่เกิดขึ้นจริงอย่างโปร่งใสเป็นรายปี ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรต่างๆควรกำหนดกิจกรรมที่สร้างสรรค์และทำได้จริงเพื่อสนันสนุนการบรรลุเป้าหมาย ESG ขององค์กรเหล่านั้น (Courtnell, J., 2022) Korn Ferry ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาองค์กรในระดับสากลได้ให้ความหมาย ESG ว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมากกว่าจะมาบ่ายเบี่ยง โดยที่องค์กรต้องระบุเป้าหมายให้ชัดเจนจากนั้นต้องพัฒนาทักษะ ความสามารถ ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมไปในแนวทางเดียวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ ในส่วนการกำหนดเป้าหมายนั้นองค์กรควรเริ่มจากกำหนดนโยบายจากคณะกรรมการบริหาร (Tone of the top) โดยการให้คำมั่นสัญญาต่อเป้าหมายและปฏิบัติเป็นประจำเพื่อแสดงความเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีให้บุคลากรในองค์กร หลังจากที่ผู้นำแสดงถึงทิศทางความเปลี่ยนแปลงแล้วนั่นถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายวัตถุประสงค์และเป้าหมายสู่วัฒนธรรมทั่วทั้งองค์กรและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ลงมือทำและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างถาวร ชุดเป้าหมายต่างๆควรเป็นที่ยอมรับและมีการวัดผลการดำเนินการทั้งในแง่กลยุทธ์และการปฏิบัติเป็นประจำไม่ว่าจะด้วยการวัดผลเชิงปริมาณหรือคุณภาพ (Korn Ferry, 2023) และลึกไปกว่านั้นแต่ละองค์กรควรเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ESG ทั้งจากทุกหน่วยงานในองค์กรและผู้มีส่วนไดส่วนเสียเพื่อนำมาประเมินว่าแง่มุมใดเหมาะสมกับองค์กรนั้นๆมากที่สุดเรียกว่า “กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ” ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์ต่างๆสามารถช่วยให้การเก็บข้อมูลมากมมายเป็นไปอย่างง่ายดายและสามารถเชื่อมโยงกับข้อกำหนดต่างๆได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเลือกกรอบการรายงานที่ต้องการใช้และแสดงความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความโปร่งใสในการได้มาซึ่งข้อมูลอย่างชัดเจนและสุดท้ายสื่อสารให้ทั้งผู้ถือหุ้นและสาธารณะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายงาน ESG กับกลยุทธ์ธุรกิจ (The Fintech Times, 2022)

      ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

      จากหลักฐานที่กล่าวมาแสดงถึงความพยายามผลักดันแนวคิดด้านความยั่งยืนของภาคทุนทั่วโลก เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเริ่มแรกอาจดูเหมือนไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเนื่องจากกรอบความยั่งยืนที่ทั้งกว้างและลึก อีกทั้งยังเป็นแนวความคิดที่ตรงข้ามกับแนวคิดอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ ประเด็นเหล่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในหลากหลายแง่มุมทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และสังคมมากว่า 20 ปี ตั้งแต่มีการประชุม “พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)” ในปี 2540 จนถึงการประชุม “การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC (COP)” ในปี 2565 การพัฒนาเหล่านั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการดำเนินชีวิตทั่วโลกในหลากหลายแง่มุมโดนเฉพาะในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ESG จะเป็นส่วนสำคัญในการกำกับดูแลกิจกรรมในการการดำเนินกิจการทั้งภาครัฐและเอกชนถึงแม้ว่าในปัจจุบันการเสนอรายงาน ESG จะยังอยู่ในรูปแบบสมัครใจก็ตาม แต่ในอนาคตอันใกล้การเสนอรายงาน ESG ภาคบังคับจะถูกนำมาบังคับใช้อย่างแน่นอนดังนั้นองค์กรต่างๆ ควรเริ่มทำความคุ้นเคยกับเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการนำ ESG มาใช้ในองค์กร มีการคาดการณ์จาก Deloitte Center for Financial Services (DCFS) ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารการลงทุนกว่าครึ่งในสหรัฐอเมริกาจะมีการผลักดันข้อบังคับ ESG ในสินทรัพย์ถาวรอย่างจริงจังก่อนปี 2568 เนื่องจากแรงกดดันจากผู้บริโภค และเนื่องจากเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพและภาพของการออกข้อบังคับชัดเจนมากขึ้นส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีปัจจัย ESG มากขึ้นในกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนของนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและการค้าปลีก อีกทั้งยังมีการประเมินว่าอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CARG) จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 16% ในปี 2568 (Collins, Sean, 2020) อย่างไรก็ตามกฏหมายและข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวกับการรายงาน ESG มีแนวโน้มที่จะถูกปรับให้เหมาะสมกับกฎหมายอื่นๆที่มีอยู่เดิมและอัตราส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศมากกว่าการใช้ตัวชี้วัดอื่นๆที่จับต้องไม่ได้ อย่างเช่น การรับรู้ทางสังคมหรือความเป็นอยู่ที่ดีเป็นต้น ดังนั้นการลงทุนกับพนักงานและทรัพยากรในการติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จำเป็น ข้อเสนอแนะ กรอบการรายงาน ของแต่ละประเทศที่องค์กรนั้นๆดำเนินกิจการอยู่และดำเนินกิจการด้วยอย่างใกล้ชิดเนื่องในบางองค์กรต้องการระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากปัจจัยความซับซ้อน งบประมาณ และกระบวนการที่อาจผิดพลาด (Abigali Y., 2022)


      International References:

      1. Abigali Yu (2022) The Global State of Mandatory ESG Disclosures. [online] London: Azeus Convene. Available from: https://www.azeusconvene.com/esg/articles/the-global-state-of-mandatory-esg-disclosures [Access 10 May 2023].
      2. Collin, Sean (2020) Advancing Environmental, Social, and Governance Investing: A Holistic Approach for Investment Management Firm. [online] Washington, DC: Deloitte Insights. Available from: https://www2.deloitte.com/us/en/insights/industry/financial-services/esg-investing-performance.html [Access 9 May 203].
      3. Cone, Coral (2022) Engaging Employees at the Intersection of Purpose and Philanthropy. [online] Massachusetts: 3BL CSR Wire. Available from: https://www.csrwire.com/press_releases/760906-engaging-employees-intersection-purpose-and-philanthropy [Access 9 May 2023].
      4. Courtnell, Jane (2022) ESG Reporting Preparation Guide: What is ESG Reporting? [online] Texas: Green Business Bureau. Available from: https://greenbusinessbureau.com/business-function/finance-accounting/esg-reporting-what-is-esg-reporting/ [Access 9 May 2023].
      5. Korn Ferry (2023) Critical ESG & Sustainability Question: Purpose. [online] New York: Korn Ferry. Available from: https://www.kornferry.com/capabilities/business-transformation/esg-and-sustainability?utm_source=google&utm_medium=ppc&utm_campaign=21-09-na-environmental-social-governance&utm_content=esg-and-sustainability&utm_term=esg%20framework&gad=1&gclid=Cj0KCQjwu-KiBhCsARIsAPztUF3E7BZ1VJujXHwc8Fcgo07oA9hMHDW9J5HB4dblQtaLDxkaU-Y82IUaAtHeEALw_wcB [Accessed on 3 May 2023].
      6. The Fintech Times (2022) Planetly: What is ESG Reporting and Why is it Vital for Business. [online] London: The Fintech Times. Available from: https://thefintechtimes.com/planetly-what-is-esg-reporting-and-why-is-it-vital-for-businesses/ [Accessed 9 May 2023].
      7. The First Insight (2023) The Stage of Consumer Spending: Gen Z Shoppers Demand Sustainable Retail. [online] Pennsylvania: The First Insight. Available from: https://www.firstinsight.com/white-papers-posts/gen-z-shoppers-demand-sustainability [Access 9 May 2023].
      8. MSCI: Morgan Stanley Capital International (2021) The Truth Behind 5 ESG Myths. [online] New York: MSCI Available from: https://www.msci.com/research-and-insights/visualizing-investment-data/fact-check-truth-behind-esg-myths [Access 9 May 2023].

      Thai References:

      ภาพรวมการรายงาน ESG

      การรายงาน ESG ที่เกี่ยวกับประเด็นความยั่งยืนอย่างสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการอย่างมีมาตรฐานนั้นเป็นตัวกำหนดความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวเนื่องจากการรายงาน ESG เผยให้เห็นข้อมูลที่สามารถประเมินได้ว่าองค์กรต่างๆบริหารจัดการประเด็นของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการในการทำงานประจำวันได้ดีเพียงใด ในรายงาน ESG เป็นการบอกถึงกลยุทธ์และการปฏิบัติอันก่อให้เกิดคุณค่าที่จับต้องได้และเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การรายงาน ESG จึงเป็นหลักฐานสำคัญในการอ้างอิงถึงประเด็นความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในองค์กรต่างๆ (Emerick, D., No Clue) ในปัจจุบันทีมงานบริหารในบริษัทจดทะเบียนและกิจการที่มีส่วนได้ส่วนเสียสาธารณะถูกเรียกร้องจากตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานของรัฐ ให้เปิดเผยข้อมูลและนำเสนอรายงาน ESG มากขึ้นทั้งราย 6 เดือนและรายปี นอกจากนั้นรายงาน ESG ยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารองค์กรที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีข้อกังขาในการดำเนินงานขององค์กร อาทิ นักลงทุน เจ้าหนี้ พนักงาน ผู้บริโภค เป็นต้น ด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน ความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ ด้วยความโปร่งใส แต่ในทางกลับกันการใช้กลยุทธ์หรือการดำเนินการที่ผิดวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนหรือไม่เป็นความจริงจะถูกตัดสินว่าเป็น “การฟอกเขียว (Greenwashing)” (Peterdy, K., 2023) และการฟอกเขียวนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากที่องค์กรดำเนินการผิดพลาด ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม การก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการว่ามีความยั่งยืนทั้งที่ไม่เป็นความจริงหรือไม่มีการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง หรือแม้แต่ขอบเขตการปฏิบัติการที่กว้างมากเกินไป อย่างไรก็ตามการฟอกเขียวนั้นเกิดขึ้นได้จากทั้งความตั้งใจเช่นการทำเพื่อการตลาด และความไม่ตั้งใจเช่นการขาดความรู้ความเข้าใจเป็นต้น (Peterdy, K., 2022) ในส่วนของการให้คะแนน ESG มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินและตรวจสอบการที่องค์กรนำเงินทุนและหลักทรัพย์มาใช้ในประเด็นต่างๆภายใต้กรอบ ESG การให้คะแนน ESG สามารถทำได้ทั้งแบบ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง (industry-specific) และ อุตสาหกรรมไม่เฉพาะทาง (industry-agnostic) โดยการให้คะแนนในอุตสาหกรรมเฉพาะทางจะมุ่งเน้นที่ตัววัสดุ บริบทแวดล้อมเกี่ยวกับวัสดุและกระบวนการได้มาซึ่งวัสดุเป็นหลัก ในขณะที่อุตสาหกรรมไม่เฉพาะทางจะดูเฉพาะปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมในภาพรวมเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน หรือความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกัน (DEI) (Miller, N. 2022) และ Courtnell, J. (2022) จาก Green Business Bureau (GBB) อธิบายถึงการรายงาน ESG ไว้ 2 รูปแบบคือ 1) กรอบการรายงาน ESG (ESG Framework) และ 2) มาตรฐานการรายงาน ESG (ESG Standard) โดย กรอบการรายงาน จะเป็นกรอบที่กว้างเพื่อสร้างความเข้าใจและเป็นแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวกับ ESG ดังนั้นกรอบการรายงาน ESG ถูกใช้เพื่อเป็นแนวทางในการเขียนรายงานแต่จะไม่ได้นำเสนอวิธีการสำหรับการเขียนรายงาน การเก็บและการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง กรอบการรายงานจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ควบคู่กับมาตรฐานการรายงานหรือเมื่อไม่มีมาตรฐานการรายงานที่ดีพอ ในอีกทางหนึ่ง มาตรฐานการรายงาน จะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าโดยมีการอธิบายถึงรายละเอียดของข้อกำหนดต่างๆที่ต้องเขียนในรายงาน นั่นหมายความว่ามาตรฐานการรายงานถูกใช้เป็นแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการเขียนรายงานอย่างเช่นเรื่องที่จะรายงานและขอบเขตพื้นที่สำหรับการรายงานเป็นต้น มาตรฐานการรายงานช่วยให้กรอบการรายงานเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยการที่เป็นเครื่องยืนยันสำหรับการเปรียบเทียบ ความสอคล้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆที่ถูกเขียนในรายงาน ในขณะที่ Byrne, D. (2023) จาก Corporate Governance Institute (CGI) กล่าวว่ากรอบการรายงาน ESG เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักปฏิบัติและให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามในภาพรวมเช่นโครงสร้างของข้อมูลถูกสร้างมาอย่างไรหรือข้อมูลอะไรบ้างที่ถูกรวบรวมไว้ในรายงานเป็นต้น ส่วนมาตรฐานการรายงาน ESG นั้นเกี่ยวกับการใช้วิธีการหรือเทคนิคมากกว่าโดยการตัวมาตรฐานจะกำหนดความต้องการที่เฉพาะเจาะจงอย่างเช่นตัวชี้วัดแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับการรายงานในแต่ละเรื่อง และกรอบการรายงานและมาตรฐานการรายงานควรถูกใช้ร่วมกันเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของรายงาน Letta, A. T. (2022) จาก esg.tech เพิ่มเติมว่ากรอบการรายงานนำเสนอภาพรวมของโครงสร้างและหัวข้อที่ต้องการนำเสนอ ส่วนมาตรฐานการรายงานนำเสนอในส่วนของโครงสร้างของรายงานโดยรวมตัวชี้วัดที่เฉพาะเจาะจงและรายละเอียดของแต่ละข้อกำหนดหรือเกณฑ์การประเมิน และกรอบการรายงานถูกใช้ในบางกรณีที่ไม่มีมาตรฐานที่ดีในการประเมินและ/หรือหัวข้อมีความยืดหยุ่นที่สามารถอธิบายได้โดยไม่ต้องใช้การประเมินแบบเฉพาะเจาะจง ลึกลงไปกว่านั้น Courtnell, J. (2022) ได้แบ่งกรอบการรายงาน ESG ออกเป็น 3 รูปแบบคือ 1) กรอบการรายงานแบบสมัครใจ (Voluntary Disclosure Framework) 2) กรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำ (Guidance Framework) 3) กรอบการรายงานแบบใช้ข้อมูลจากบุคคลที่สาม (Third-Party Aggregators) ภายใต้กรอบการรายงานแบบสมัครใจองค์กรเปิดเผยข้อมูลด้านนโยบาย วิธีปฏิบัติ การบรรลุผลสำเร็จและข้อมูลอื่นๆที่ส่งผลต่อความยั่งยืนตาม 25 รายการของGBB โดยกรอบการรายงานแบบสมัครใจที่นิยมใช้กันในระดับสากลมีดังนี้ 1) Carbon Disclosure Project (CDP) 2) Global Real Estate Industry Benchmark (GRESB) 3) Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ส่วนกรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำที่เป็นการเสนอแนะหลักการเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบ่งชี้ บริหารจัดการและรายงานเกี่ยวกับผลสำเร็จด้าน ESG ขององค์กร กรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำที่นิยมประกอบด้วย 1) Sustainability Accounting Standards Board (SASB) 2) Global Reporting Initiative (GRI) 3) Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) 4) Carbon Disclosure Standard Board (CDSB) 5) International Integrated Reporting Council (IIRC) และสุดท้ายกรอบการรายงานแบบใช้ข้อมูลจากบุคคลที่สามที่ใช้สำหรับประเมินประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กรจากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะและผู้รวบรวมข้อมูลภายนอกแหล่งต่างๆ อาทิเอกสารที่เปิดเผยข้อมูลขององค์กร (company-sourced filings) เอกสารตีพิมพ์ต่างๆ เวบไซต์ รายงานประจำปี และ/หรือรายงานด้ารความยั่งยืนหรือความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) กรอบการรายงานแบบใช้ข้อมูลจากบุคคลที่สามที่ได้รับความนิยมคือ 1) Bloomberg Terminal ESG Analysis 2) Institutional Shareholder Service (ISS E&S) Quality Score (ISS) 3) Morgan Stanley Capital International (MSCI) 4) Sustainalytic. ในส่วนของมาตรฐานการรายงาน ESG นั้นปรากฏอยู่ 2 มาตรฐานคือ 1) European Financial Reporting Advisory Group (EFRAG) and 2) International Sustainability Standard Board (ISSB) ในขณะที่ Byrne, D. (2023) กล่าวถึงกรอบการรายงานเพียง 4 แบบซึ่งทั้ง 4 แบบอยู่ภายใต้กรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำตามที่ Courtnell, J. (2022) ได้กล่าวอ้างคือ 1) Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) 2) International Integrated Reporting Council (IIRC) 3) Global Reporting Initiative (GRI) 4) Carbon Disclosure Standard Board (CDSB) และมาตรฐานการรายงาน ESG 3 แบบคือ 1) European Financial Reporting Advisory Group (EFRAG) 2) International Sustainability Standard Board (ISSB) and 3) The sustainability Accounting Standard Board (SASB) ซึ่ง Courtnell, J. (2022) ระบุว่า SASB เป็นกรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำ อีกด้านหนึ่ง Letta, A. T. (2022) ได้กล่าวถึงตัวอย่างของกรอบการรายงานเพียงแค่ 1) Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) และ 2 มาตรฐานการรายงานคือ 1) Global Reporting Initiative (GRI) ที่ Courtnell, J. and Byrne, D. ระบุว่าเป็นกรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำ และ 2) Sustainability Accounting Standards Board (SASB) ที่ Courtnell, J. ระบุว่าเป็นกรอบการรายงานแบบให้คำแนะนำแต่ Byrne, D. ระบุว่าเป็นมาตรฐานการรายงานเช่นเดียวกับ Letta, A. T.

                      ในประเทศไทยเองก็ยังอยู่ในจุดเริ่มต้นของกระแส ESG เช่นกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เผยแพร่แนวทางการรายงานความยั่งยืนและการประเมินในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมสำหรับบริษัทจดทะเบียนในปี 2565 โดยแนวทางสำหรับการรายงานความยั่งยืนอยู่ในหลักปฏิบัติแบบ 56-1 One Report ซึ่งสามารถถูกใช้เป็นรายการตรวจสอบที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและการลงทุน (SET, 2022) อภิศักดิ์ เกี่ยวการค้า รองผู้จัดการและหัวหน้าสายงานการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่าตลาดหลักทรัพย์พัฒนากรอบ SET-ESG โดยมุ่งเน้นการบรรลุ 4 เป้าหมายตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) คือ 1) อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (SDG-9) 2) การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (SDG-12) 3) ลดความเหลื่อมล้ำ (SDG-10) 4) แนวทางปฏิบัติต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG-13) (Kiewkarnka, A., 2022) ขณะที่รัตน์วลี อนันตานานนท์ (Anantananon, R., 2022) ผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสริมว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังพัฒนา 2 แพลทฟอร์มคือ 1) SET ESG Data Platform สำหรับสื่อสารเกี่ยวกับข้อบังคับในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG และ 2) SET ESG Academy เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ESG ของบริษัทและมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับตลาดหลักทรัพย์อย่างสถาบันการเงินในประเทศไทยก็ได้ประดาศเจตนารมณ์เกี่ยวกับ ESG ในปี 2565 เช่นกันเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับการระบุวาระ ESG ให้ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมการเงิน สมาคมธนาคารไทย (TBA) ได้วางแผนสำหรับการดำเนินการที่สำคัญในการระบุความเสี่ยงและโอกาสภายใต้กรอบ ESG โดยเน้นที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG-13) ความหลากหลายและสิทธิมนุษยชน (SDG-5) การบูรณาการด้านการเงิน (SDG-8) และลดความเหลื่อมล้ำ (SDG-5) พร้อมให้การสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) สมาชิกทั้งหมดของสมาคมธนาคารไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ต่อการดำเนินการสำคัญ 6 รูปแบบคือ 1) การกำกับดูแลกิจการ 2) กลยุทธ์ 3) การบริหารความเสี่ยง ESG 4) ผลิตภัณ์ทางการเงิน 5) การสื่อสาร 6) การเปิดเผยข้อมูล (BOT & TBA, 2022) รศ.ดร. ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านความยั่งยืน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่าภาคธุรกิจในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นการเรียนรู้ที่จะเข้าใจความจำเป็นของการผสมผสานปัจจัยด้าน ESG ต่างๆ เข้ากับการดำเนินกิจการ อุปสรรคใหญ่ในการนำ ESG เข้ามาใช้ในองค์กรคือการขาดความเข้าใจที่สอดคล้องตรงกันเกี่ยวกับการรายงานและการประเมิน ESG ขาดกำลังคนและเทคโนโลยีที่เพียงพอในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และขาดความโปร่งใสในระบบการจัดการ (Pimpa, N., 2023) เห็นได้ชัดว่าในภาพรวมของการรายงาน ESG ยังมีความสับสนและความไม่สมบูรณ์อยู่มากในแง่ของความรู้เกี่ยวกับการใช้กรอบและมาตรฐานการรายงานทั้งในระดับสากลและภายในประเทศ อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่จับต้องได้ในปัจจุบันได้เผยให้เห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดจากภาคทุนทั่วโลกในการบรรลุความยั่งยืน ดังนั้นองค์กรต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนควรเริ่มปรับแนวคิดในการดำเนินกิจการและเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกี่ยวกับ ESG จากหลากภาคส่วนเพื่อนำมาสร้างกลยุทธ์ แผนการดำเนินการ รวมถึงความชัดเจนและสอดคล้องของกรอบการรายงานที่เหมาะสมสำหรับองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรนั้นๆ ซึ่งแต่ละองค์กรจากภูมิหลังและอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันก็มีความต้องการทรัพยากรที่จำเป็นและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และในบางองค์กรก็ต้องใช้ระยะเวลาและต้นทุนมากกว่าในการบรรลุเป้าหมาย (Pimpa, N., 2023) แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำจาก 6 ประเทศอาเซียน (สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์) ในแง่ของการดำเนินการด้าน ESG การจัดอันดับศักยภาพในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในปี 2562 โดย Corporate Knights ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยได้เผยให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อันดับที่ 9 จาก 47 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกซึ่งเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อันดับที่ 24 ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์อันดับที่ 30 และตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียอันดับที่ 36 ส่วนประเทศที่มีค่าการละเลยความเสี่ยง ESG สูงได้แก่เวียดนามและอินโดนีเซียสืบเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยง ESG สูงแต่ไม่สามารถจัดการได้เช่นอุตสาหกรรมเหมือง น้ำมันและก๊าซหรือเหล็กเป็นต้น (Pan, F., 2021) and (Walker, R., 2021).

      Source from: Sustainalytics https://www.sustainalytics.com/esg-research/resource/investors-esg-blog/esg-disclosure-and-performance-in-southeast-asia  

      International References:

      1. Byrne, Dan (2023) What’s the difference between ESG reporting standards and frameworks. [online] London: Corporate Governance Institute (CGI). Available from: https://www.thecorporategovernanceinstitute.com/insights/guides/whats-the-difference-between-esg-reporting-standards-and-frameworks/ [Access 12 May 2023].
      2. Courtnell, Jane (2022) ESG Reporting Frameworks, Standards, and Requirements. [online] Texas: Green Business Bureau. Available from: https://greenbusinessbureau.com/esg/esg-reporting-esg-frameworks/ [Access 9 May 2023].
      3. Emerick, Dean (No clue) What is ESG Reporting? [online] Ontario: ESG/ The Report. Available from: https://www.esgthereport.com/what-is-esg-reporting/ [Access 12 May 2023].
      4. Letta Anamim Tesfaye (2022) What is the difference between ESG framworks and standards? [online] Paris: esg.tech. Available from: https://esg.tech/how-to/esg-frameworks-and-standards/ [Access 12 May 2023].
      5. Miller, Noah (2022) ESG Score. [online] Vancouver: Corporate Finance Institute (CFI). Available from: https://corporatefinanceinstitute.com/resources/esg/esg-score/ [Access 12 May 2023].
      6. Pan, Frank (2021) ESG Disclosure and Performance in Southeast Asia. [online] London: Sustainalytics. Available from: https://www.sustainalytics.com/esg-research/resource/investors-esg-blog/esg-disclosure-and-performance-in-southeast-asia [Access 13 May 2023].
      7. Peterdy, Kyle (2022) Greenwashing. [online] Vancouver: Corporate Finance Institute (CFI). Available from: https://corporatefinanceinstitute.com/resources/esg/greenwashing/ [Access 12 May 2023].
      8. Peterdy, Kyle (2023) ESG Disclosure. [online] Vancouver: Corporate Finance Institute (CFI). Available from: https://corporatefinanceinstitute.com/resources/esg/esg-disclosure/ [Access 12 May 2023].
      9. Walker, Rupert (2021) Thailand leads ESG disclosure in Southeast Asia. [online] London: MA Financial Media. Available from: https://fundselectorasia.com/thailand-leads-esg-disclosure-in-southeast-asia/ [Access 13 May 2023].

      Thai References:

      1. Anantananon, Ratwalee (2022) Set launches platforms to promote ESG Practices. [online] Bangkok: Bangkok Post. Available from: https://www.bangkokpost.com/business/2303434/set-launches-platforms-to-promote-esg-practices [Access 13 May 2023].
      2. Bank of Thailand (BOT) and The Thai Bankers’ Association (TBA) (2022) Joint Press Release: TBA launches ESG Declaration, a strong collective commitment to expediting sustainable development toward better and greener economy. [online] Bank of Thailand (BOT). Available from: https://www.bot.or.th/landscape/en/news/2022/08/29/esg-declaration/ [Access 13 May 2023].
      3. Kiewkarnka, Apisak (2022) Set launches platforms to promote ESG Practices. [online] Bangkok: Bangkok Post. Available from: https://www.bangkokpost.com/business/2303434/set-launches-platforms-to-promote-esg-practices [Access 13 May 2023].
      4. Pimpa, Nattavud (2023) ESG: Poison or Panacea for Thai Business? [online] Bangkok: The Nation (Thailand). Available from: https://www.nationthailand.com/blogs/special-edition/esg/40026137 [Access 13 May 2023].
      5. SET (2022) ESG The Stock Exchange of Thailand (SET) introduces Sustainability Reporting Guide. [online] Bangkok: Thailand Business News. Available from: https://www.thailand-business-news.com/set/89984-the-stock-exchange-of-thailand-set-introduces-sustainability-reporting-guide [Access 13 May 2023].